นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ Bitcoin มากขึ้นเรื่อย ๆ

เหรียญแนวหน้าของตลาดคริปโตอย่าง Bitcoin นั้นได้มีมูลค่าลดลงในช่วงวันที่ผ่านมานี้อีกครั้ง โดยได้มีการพยายามกลับตัวขึ้นของราคาในช่วงกลางวันที่ผ่านมาไปอยู่ที่ 7,131.99 ดอลลาร์ เป็นการปรับตัวขึ้นกว่า 1.2% แต่ทั้งนี้เหรียญดังกล่าวก็ไม่สามารถดันราคาให้พ้นช่วงดังกล่าวไปได้ ราคา BTC นั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.31% เท่านั้นกลับมาเทรดกันอยู่ที่ราคา 7,133 ดอลลาร์

นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ

การเปลี่ยนแปลงในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ยังคงส่งผลให้ช่วงราคาของเหรียญอยู่ในช่วงคงตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคานั้นไม่หวือหวามากนักระหว่างช่วงของการรอคอยสำหรับการมาถึงของการกลับตัวครั้งต่อไป

นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ Bitcoin มากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ชัดเจนจากกราฟในช่วงวันจันทร์นั้นคือการที่เหล่านักลงทุนนั้นไม่มีการเข้าซื้อเหรียญในช่วงราคาสูงสุดของคาบเวลานั้น ๆ เช่นในกรอบของช่วง 7,200 ดอลาาร์ จนถึง 7,500 ดอลลาร์ อีกทั้งนักลงทุนยังไม่ต้องการที่จะซื้อขายช่วงก่อนการปิดตลาดในกรอบราคาต่ำสุดของคาบเวลาดังกล่าวที่ 7,000 ดอลลาร์อีกด้วย ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ได้ส่งผลให้ Bitcoin นั้นถูกซื้อขายอยู่ในกรอบราคาที่แคบด้วยปริมาณการซื้อขายที่น้อยลงเรื่อย ๆ อีกด้วย

นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ

นอกจากนี้แล้วหากพิจารณากราฟด้านบนนี้จะเห็นเส้นรูปแบบการก่อตัวของสามเหลี่ยมแบบสมมาตรซึ่งการเปลี่ยนแปลงของกราฟราคานั้นเกิดขึ้นอยู่ภายในกรอบสามเหลี่ยมดังกล่าว ตามมาด้วยเส้นแนวโน้มทิศทางราคาทั้งสองเส้นบนกราฟโดยที่ช่วงราคาซื้อขายนั้นกำลังท้ายทายเส้นแนวโน้มด้านล่างในฐานะแนวรับของราคา โดยมีเส้นแนวโน้มด้านบนเป็นแนวต้านนั่นเอง

โดยการเปลี่ยนแปลงของช่วงราคาที่ต่ำลงกว่าเส้นแนวรับดังกล่าวในช่วงปิดตลาดนั้นจะส่งผลให้ราคานั้นดิ่งลงมามากกว่าเดิมโดยอยู่ในช่วงกรอบสีแดงตามที่เห็นบนกราฟด้านบนนั่นเอง นอกจากนี้ยังจะเป็นการเปิดโอกาสสำหรับช่วงขาลงเพิ่มเติมที่เหล่านักเทรดจะทำการเปิดรับซื้อเหรียญรอในช่วงราคาที่ 6,500 ดอลลาร์ซึ่งเป็นเพดานของกรอบราคาสีแดงดังกล่าวและในขณะเดียวกันหากช่วงราคากลับตัวจากแนวรับขึ้นมาได้อาจส่งผลให้นักลงทุนได้เปิดการขายเหรียญออกที่ราคาของช่วงแนวต้านที่ 7,500 ดอลลาร์นั่นเอง

สำหรับในกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้นนั้น เหรียญดังกล่าวนั้นก็ยังคงเคลื่อนไปในทิศทางขาลงซึ่งอาจส่งผลให้ราคาลงไปแตะที่ช่วง 6,000 ดอลลาร์ได้ โดยหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือการที่เงินจากการลงทุนใหม่ ๆ นั้นได้ไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตน้อยลง อีกทั้งเหล่านักลงทุนยังได้ทำการถอนทุนออกจากสินทรัพย์คริปโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงระหว่างสถานการณ์การตกลงสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศจีนและสหรัฐฯ รวมทั้งสถานการณ์อย่าง Brexit ได้จบลง ซึ่งในช่วงไม่นานที่ผ่านมานี้ตลาดตราสารหนี้ระดับโลกนั้นได้ปิดตลาดลงทะลุจุดสูงสุดหลังจากที่ทั้งสองประเทศได้มีการตกลงในสัญญาบางส่วนเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ตลาดสำหรับตราสารหนี้จากทางฝั่งสหราชอาณาจักรนั้นยังได้มีมูลค่าที่สูงขึ้นหลังจากที่นาย Boris Johnson ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมของอังกฤษนั้นได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอีกด้วย

นอกเหนือจาก Bitcoin แล้ว ตลาดสินทรัพย์อื่น ๆ ในรูปแบบเดียวกันยังได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เนื่องจากเหล่านักลงทุนได้หันไปหาตลาดสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนได้มากขึ้นจากสภาวะของความเสี่ยงภายในตลาดโดยรวมที่ต่ำลง (Risk-on) รวมทั้งตลาดสินทรัพย์อย่างทองคำ หรือสกุลเงินอย่างเงินเยนของประเทศญี่ปุ่น หรือแม้แต่พันธบัตรของกระทรวงการคลังของสหรัฐ ฯ ซึ่งมีอายุในการไถ่ตั้งแต่สิบปีขึ้นไปเป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสินทรัพย์ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามในขณะนี้ทุกคนต่างจับตารอคอยการ Halving ที่กำลังจะมาถึงในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งรางวัลจากการขุดเหรียญ Bitcoin นั้นจะลดลงจาก 12.5 BTC ไปสู่ 6.25 BTC ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่ทำให้การขุดยากขึ้นนั้นจะทำให้มูลค่าของมันนั้นสูงขึ้นได้นั่นเอง