เหตุเกิดในไทย

ก่อนหน้านี้มีรายงานจากสำนักข่าวไทยรัฐและ AmarinTV ออกมาเผยว่านักธุรกิจชาวสิงคโปร์นั้นถูกลักพาตัวโดยเพื่อนของตนเองที่รู้จักมาไม่นานพร้อมกับแก๊งลักพาตัวตนไปรีดค่าไถ่
ให้โอนเงิน 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อซื้อ Bitcoin ระหว่างที่เขาถูกรีดค่าไถ่นั้นก็มีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นด้วย

นายมาร์ค เชง นักธุรกิจอายุ 33 ปี สัญชาติสิงคโปร์ ประกอบธุรกิจด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และสร้างแอปพลิเคชันสตาร์ตอัพ ได้ให้การว่าเขานั้นถูกแก๊งเพื่อนชาวต่างชาติอุ้มเรียกค่าไถ่
โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา จากนั้นเมื่อช่วงกลางดึกในวันที่ 10 ม.ค. ผู้เสียหายก็สามารถหนีออกมาได้จากพื้นที่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ล่า
สุดมีการจับตัวนายคิม ผู้ก่อเหตุได้แล้ว ส่วนผู้เข้าร่วมขบวนการกำลังอยู่ระหว่างการสืบหาตัว

ถูกลักพาตัวรีดค่าไถ่ให้ผู้ต้องหาซื้อ Bitcoin เหตุเกิดในไทย

การก่อเหตุลักพาตัวเพื่อรีดค่าไถ่ดังกล่าวเพื่อข่มขู่ให้นายมาร์ค เชงโอนเงินให้ซื้อ Bitcoin มูลค่าหลายล้านดอลลาร์สิงคโปร์ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดผู้ก่อเหตุจึงต้องการ Bitcoin มูลค่ามหาศาลเช่นนั้น

อ้างอิงจากคำให้การเรียบเรียงโดยสื่อข่าวไทยรัฐทางผู้เสียหายได้เล่าว่า

“เมื่อเช้าวันที่ 9 ม.ค.เดินทางจากประเทศสิงคโปร์มาถึงประเทศไทย พร้อมกับนายคิม ไม่ทราบนามสกุล เพื่อนชาวสิงคโปร์ที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิ นายคิมชักชวนให้นั่งรถแท็กซี่มาด้วยกัน จนถึงที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ริมถนนสุวินทวงศ์ ต.นครเนื่องเขต อ.เมืองฉะเชิงเทรา นายคิมบอกให้ลงจากรถแท็กซี่ไปขึ้นรถกระบะฟอร์ด แรนเจอร์ สีดำ ทะเบียน 6 กอ 7202 กรุงเทพมหานคร จำได้ว่าเป็นรถของดารานักแสดงชายลูกครึ่งคนหนึ่งที่เคยเจอและเที่ยวด้วยกันที่ร้านเหล้า 2-3 ครั้ง มีคนขับมาจอดรออยู่ในปั๊มดังกล่าว

นายมาร์ค เชง ผู้เสียหายให้การอ้างต่อไปว่า ทันทีที่เข้าไปในรถได้ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ใช้ผ้าปิดตาและคลุมศีรษะ ขับรถนำตัวไปขังไว้ในห้องพักกลางป่า ระหว่างนั้นไม่ทราบว่าคนร้ายมีกี่คน ต่อมาถูกนายคิมขู่บังคับให้โอนเงินเข้าบิทคอยน์หลายล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เมื่อขัดขืนปรากฏว่าถูกกลุ่มชายดังกล่าวทำร้ายร่างกายและขู่จะฆ่าให้ตาย ต้องยอมโอนเงินให้ไปก่อน 1 ล้านดอลลาร์ฯ กระทั่งกลางดึกวันที่ 10 ม.ค. สบโอกาสหลบหนีออกมาจากห้องพักดังกล่าวได้รีบวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ในป่าหญ้าข้างทาง รอจนมีรถยนต์ชาวบ้านแล่นผ่านมา รีบโผล่ออกมาขอความช่วยเหลือให้พาไปแจ้งตำรวจที่ สภ.องครักษ์ จ.นครนายก ก่อนเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา”

ทั้งนี้คดีนี้ยังคงอยู่ในระหว่างสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมและด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องเรื่องปัญหาทางธุรกิจเกิดขึ้นด้วยหรือไม่