Suspendisse Efficitur Fringilla
Felis non dui efficitur suscipit. Nulla gravida dolor quis tellus mattis, vel viverra risus tincidunt. Quisque in luctus lorem.
Commodo Cursus Odio
Morbi lectus mi, molestie et blandit ut, finibus a est. Nullam at ligula in urna mollis dictum. Nullam aliquam pulvinar.
Vestibulum Vitae Dictum
Etiam eu sem pretium, sodales nulla in, elementum lacus. Vestibulum vitae elit dictum, pellentesque massa sed.
Nullam Aliquam Pulvinar
Tellus mattis vel viverra risus tincidunt. Quisque in luctus lorem ut finibus a est molestie et blandit vitae elit dictum.

19 เหรียญ Altcoin ที่น่าจับตามองในตอนนี้

เว็ปเทรด

ในปี 2017 อิทธิพลของ เว็ปเทรด Coinbase ที่มีต่อตลาดคริปโตนั่นมีชื่อเสียงกันกว้างขวาง โดยแต่ก่อนเว็ปเทรดจะทำลิสเหรียญคริปโตแค่เพียงไม่กี่รายการแค่นั้น

เพราะฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่ Coinbase มีการลิสเหรียญโทเค็นใหม่ ราคาของพวกมันจะมีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สิ่งนี้ถูกขนานนามว่า “เอฟเฟกต์ของ Coinbase” แล้วก็ถึงแม้การเกิดนี้จะเลือนหายไปในช่วงปลายปี 2018 และก็ 2019 เมื่อแพลตฟอร์มดังกล่าวเริ่มลิสเหรียญคริปโตเป็นจำนวนมากที่ใครหลายๆคนไม่เคยได้ฟังชื่อ

แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ดูเหมือนว่า“ เอฟเฟกต์ของ Coinbase” จะกลับมาแล้ว เนื่องจากโทเค็นคริปโตที่เกี่ยวข้องกับ DeFi นั่นให้ผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ

Coinbase ลิสเหรียญคนไทย Band Protocol ส่งผลให้ราคาพุ่งแตะจุดสูงสุดตลอดกาล
ในช่วงเมื่อวานนี้ BAND ซึ่งเป็นโทเค็นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย Oracle แบบกระจายอำนาจของ Band Protocol ได้เห็นราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก สู่ระดับสูงสุดที่ 8.00 ดอลลาร์

จากรายงานของ CryptoSlate ในช่วงเมื่อวานนี้ การพุ่งขึ้นของราคาได้เกิดขึ้น หลังจากมีข่าว BAND ร่วมมือกับแพลตฟอร์มบล็อกเชน Elrond

การร่วมมือกันในครั้งนี้ รวมกับข่าวการเหรียญคริปโตของ Coinbase Pro ทำให้ BAND กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดของตลาดคริปโตในช่วงเมื่อนี้

สิ่งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า “เอฟเฟกต์ของ Coinbase” ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้กลับมามีบทบาทอีกครั้ง เนื่องจากนักลงทุนได้ให้ความสนใจในเหรียญ Altcoins กันเพิ่มมากขึ้น

นาย Luke Martin นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดังได้พูดถึงเรื่องนี้บนทวีตล่าสุดของเขา โดยกล่าวว่านี่จะเป็นการเปิด “โอกาสให้กับการซื้อขายที่น่าสนใจจริงๆ”

“ก่อนหน้านี้ผมเคยสงสัยเกี่ยวกับ ‘เอฟเฟกต์ของ Coinbase’ ในเหรียญ Altcoins … แต่ตอนนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อตลาด BAND มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นกว่า 45% ในช่วงเมื่อวานนี้ ผมคิดว่ามันมีโอกาสในการซื้อขายที่น่าสนใจมาก สำหรับเหรียญโทเค็นที่มีโอกาสถูกลิสตัวต่อไป”

Coinbase จะลิสเหรียญคริปโตเหรียญไหนเป็นตัวต่อไป ?
อ้างอิงจากโพสต์บล็อกของ Coinbase ที่เผยในวันที่ 31 กรกฎาคมว่า พวกเขากำลังมุ่งมั่นให้การสนับสนุนสินทรัพย์ที่เป็นไปตามมาตรฐานทางเทคนิคและปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับ โดย Coinbase กล่าวว่าเมื่อเวลาผ่านไปลูกค้าทั่วโลกจะสามารถเข้าถึง “อย่างน้อย 90% ของมูลค่าตลาดโดยรวมของสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ”

และนี่คือสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการพิจารณา : Ampleforth, Band Protocol, Balancer, Blockstack, Curve, Fetch.ai, Flexacoin, Helium, Hedera Hashgraph, Kava, Melon, Ocean Protocol , Paxos Gold, Reserve Rights , tBTC, The Graph, THETA, UMA และ WBTC

ในบรรดาโทเค็นเหล่านี้ นาย Martin เชื่อว่ารายชื่อโทเค็นที่ประสบความสำเร็จของ BAND จะเพิ่มโอกาสให้เหรียญโทเค็น DeFi ได้ถูกลิสเป็นตัวต่อไป และในบรรดาเหรียญที่หลงเหลืออยู่ เขาคิดว่าเหรียญที่จะถูกลิสเป็นตัวต่อไปอาจเป็น KAVA

เขาได้อธิบายเหตุผลเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนสมมุติฐานของเขาด้วยว่า มันมีโมเมนตันแรงซื้อที่ค่อนข้างรุนแรงและ “วอลุ่ม … สามารถปรากฏให้เราเห็นก่อนที่ [จะมีการประกาศรายชื่อการลิสเหรียญ]”

“KAVA ได้ดึงดูดความสนใจของผมเมื่อเช้านี้และหลังจากราคาของ BAND มีการเคลื่อนไหว ผมไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป การเบรคทะลุแนวต้านก่อนหน้านี้และโอกาสที่มันจะถูกลิสใน coinbase แค่สองสิ่งนี้เกิดขึ้นผมก็รู้แล้วว่าควรทำอะไร..”…

หนุ่มวัย 45 ปี ถูกจับหลังพยายามซื้ออาวุธเคมี ด้วย Bitcoin

อาวุธเคมี

ชายชาวมิสซูรี่วัย 45 ปีได้ให้การยอมรับสารภาพเมื่อวันอังคาร ภายหลังที่เขาถูกกล่าวหาว่า พยายามซื้อ อาวุธเคมี บนเว็ปตลาดมืดโดยใช้เงิน $ 150 ใน bitcoin

นาย Jason William Siesser เข้ารับการพิจารณาคดีในศาลแขวงสหรัฐในเขตตะวันตกของรัฐมิสซูรี ในข้อกล่าวหาพยายามใช้ bitcoin เพื่อซื้ออาวุธเคมีที่ไม่มีชื่อในราคา $52 ต่อขวดถึงสองครั้งในฤดูร้อนของปี 2018

อัยการกล่าวว่า “สารเคมีมีความเป็นพิษสูง” และมีศักยภาพมากพอที่จะ “ฆ่าคนได้ประมาณ 300 คน” และนาย Siesser ได้บอกกับทางผู้ขายว่า เขาวางแผนที่จะใช้พวกมันในทันที

นาย Siesser ถูกจับกุมโดยตัวแทน FBI ภายในไม่กี่นาที หลังจากที่พัสดุมาถึงในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2018 เขายอมรับในวันอังคารว่าได้ปลอมแปลงข้อมูลที่อยู่ผู้ส่งและพัสดุได้ถูกส่งไปยังที่อยู่ของเด็กและเยาวชน “เพราะ [Siesser] ไม่ต้องการที่จะมีปัญหา หากคำสั่งซื้อถูกเชื่อมโยงไปถึงเขา” รายงานระบุ

กล่องพัสดุที่นาย Siesser ได้รับสุดท้ายเป็นขวดบรรจุสารเฉื่อยที่ไม่ใช่อาวุธเคมีแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นตัวแทน FBI ก็ได้พบสารเคมีที่เป็นอันตรายถึง 3 ชนิดได้แก่ cadmium arsenide , cadmium metal และ hydrochloric acid ที่บ้านพักของนาย Siesser

นาย Siesser ถูกตัดสินจำคุกอย่างน้อยห้าปี ตามข่าวประชาสัมพันธ์จากกระทรวงยุติธรรม…

อัตรา Hashrate ของเครือข่าย Bitcoin ได้พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง

นักลงทุน

อัตรา Hashrate ทั้งหมดของเครือข่าย Bitcoin ได้พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อีกรอบ แล้วก็นี่ชี้ให้เห็นถึงการมองโลกในแง่ดีของ นักลงทุน Btc ภายหลังการ Halving ครั้งที่ 3 ได้ผ่านพ้นไป

การ Halving ครั้งที่ 3 ของ Bitcoin เกิดขึ้นช่วงวันที่ 11 พฤษภาคม 2020 ไม่นานต่อจากนั้นอัตรา Hashrate ทั้งหมดก็ได้ปรับตัวลดน้อยลงจาก 121 ล้าน TH/s ไปเป็น 90 ล้าน TH/s

การฟื้นฟูสภาพอย่างเร็วของอัตรา Hashrate แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเหมืองขุดมีพัฒนาเชิงบวกที่มากขึ้น ซึ่งนั่นบางทีอาจทำให้เกิดความมั่นคงของตลาด

ตัวเร่งปัจจัยเชิงบวกสำหรับราคา Bitcoin ในระยะกลาง
หลังจากการ Halving จบลง อัตรา Hashrate ในเครือข่าย Bitcoin ก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงอย่างมาก เนื่องจากการ Halving ได้ปรับลดบล็อครางวัลของนักขุดลงครึ่งหนึ่งส่งผลทำให้รายได้ของพวกเขาลดน้อยลง

เมื่อนักขุดต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายเท่าเดิม แต่ผลตอบแทนที่ได้จากการผลิตลดต่ำลง พวกเขาก็มักจะเทขาย BTC ของพวกเขา เพื่อนำมาชดเชยค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม จนกว่าจะมีการปรับยกระดับค่าความยากในการขุด Bitcoin ซึ่งปกติแล้วจะเกิดขึ้นเมื่อมีการขุดครบ 2,016 Block ดังนั้นโอกาสที่นักขุดจะยอมแพ้หรือมีการเทขายครั้งใหญ่เกิดขึ้นก็ยังคงเป็นไปได้ยาก

นาย Alejandro De La Torre รองประธานของเหมืองขุด Poolin กล่าวอธิบายว่าเครื่องขุดรุ่นเก่าก็ยังคงสามารถทำกำไรได้ นั่นหมายความว่า หากนักขุดยังคงสามารถทำกำไรต่อไปได้ แนวโน้มที่พวกเขาจะเทขายเหรียญ BTC ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย

นาย Torre อธิบายว่า :

“เมื่อสองสัปดาห์ก่อน การปรับตั้งค่าความยากลดลง – 2.87% และอัตราเฉลี่ย hash rate ของเครือข่ายอยู่ที่ 120.57 EH / s สิ่งที่น่าสนใจก็คืออัตรา hashrate ยังคงเพิ่มขึ้นและนี่อาจส่งผลดีต่อราคา เนื่องจากเครื่องขุดรุ่นเก่ายังคงสามารถทำกำไรได้”

ดังนั้นนาย Torre กล่าวว่าอัตรา Hashrate ของเครือข่าย Bitcoin น่าจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าความยากในการขุด BTC ต่ำกว่าในสัปดาห์ก่อนและราคาของ BTC ยังคงสูงกว่าระดับ $ 11,000

เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า :

“ค่าความยากในการขุด ปัจจุบันลดต่ำกว่าช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาจากระดับ 17.35T ไปเป็น 16.85T และมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้นคาดว่าจะมี hashing ที่แข็งแกร่งในอีกสองสัปดาห์ถัดจากนี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับราคาในตอนสุดท้าย”

อัตรา Hashrate ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในระยะเวลาเพียงสามเดือน หลังจากการ Halving ถือได้ว่าเป็นแนวโน้มที่ดีที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ รวมถึง ค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าในมณฑลเสฉวน ประเทศจีนยังบอกอีกว่าอุตสาหกรรมการขุดกำลังไปได้สวย

วัฏจักรช่วงขาขึ้น
อ้างอิงข้อมูลจาก ByteTree Bitcoin ที่นักขุดถืออยู่ในช่วงห้าสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 30 BTC

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่านักขุดไม่ได้เทขายเหรียญมากกว่าที่พวกเขาขุดได้ ดังนั้นจึงหมายความว่าแรงเทขาย Bitcoin ในตลาดกำลังลดน้อยลง

แรงขายที่ค่อนข้างต่ำจากนักขุดเป็นปัจจัยเชิงบวกที่ทำให้ BTC สามารถรักษาโมเมนตัมที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้

นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่า Bitcoin กำลังฟื้นตัวจากในช่วงครึ่งปีก่อนถึงไตรมาสที่สี่ของปีนี้ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีของภาคการขุด…

Bitcoin ร่วงอย่างหนัก แต่ Altcoin กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ตั้งแต่แมื่อที่ราคา Bitcoin ได้หล่นน้อยลงอย่าง เฉียบพลัน ในตอนวันสุดสัปดาห์ ตลาดคริปโตโดยรวมก็ดูราวกับว่าจะมีความปั่นป่วนที่ลดลง ปัจจุบัน Bitcoin ยังคงวนเวียนอยู่ที่ระดับราคา $ 11,200 ขณะที่ Ethereum ยังคงยืนเหนือระดับ $ 380 ต่อไป แต่ Altcoins บางตัวกำลังชี้ให้เห็นถึงความปั่นป่วนที่เพิ่มสูงมากขึ้นอีกรอบ

เมื่อวันเสาร์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาราคา Bitcoin เริ่มพุ่งขึ้นแล้วก็ทำจุดสุดยอดใหม่ของปีที่ระดับ 11,700 ดอลลาร์ ถึงแม้มันจะตกกลับลงมาน้อย แม้กระนั้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา BTC ก็เริ่มพุ่งขึ้นอีกรอบในวันอาทิตย์แล้วก็ทำลายสถิติสูงสุดใหม่อีกรอบที่ระดับ $ 12,000

แต่ว่าแต่ ภายหลังที่ราคาสัมผัสระดับ $ 12,100 ในเว็ปเทรดคริปโตบางที่ ราคาก็ได้ปรับตัวลดน้อยลงอย่างหนัก ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที หล่นแตะต้องระดับที่ค่อนข้างต่ำสุดที่ราคา $ 10,490 (บน Binance) หรือคิดเป็นราคาที่ลดน้อยลงกว่า $ 1,600 (-13.3%)

นับแต่นั้นมา Bitcoin ก็เริ่มสงบนิ่ง และมีการซื้อขายกันอยู่ในช่วงแคบ ๆ ที่ระหว่าง $ 11,000 ถึง $ 11,350 และในขณะที่รายงานอยู่นี้ ราคายังคงวิ่งไซด์เวย์ไปมาอยู่ที่ระดับ $ 11,200

เฉียบพลัน

ที่น่าสนใจก็คือ ที่ระดับ $ 10,500 นั่นเป็นระดับแนวต้านสำคัญของปี 2020 ที่ราคาได้เบรคทะลุขึ้นมาและเปลี่ยนให้มันกลายเป็นแนวรับ ซึ่งหากราคาร่วงลดลงแนวรับสำคัญของ Bitcoin จะอยู่ที่ $ 11,100, $ 11,000 และ $ 10,800 ตามลำดับ

ในทางตรงกันข้าม หากราคาพุ่งสูงขึ้น มันจะมีแนวต้านสำคัญรออยู่ที่ระดับ $11,400 ตามมาด้วย $11,650 และ $11,800 ก่อนที่จะกลับขึ้นไปทดสอบระดับ $12,000 อีกครั้ง

เหรียญ Altcoins ส่วนใหญ่มีมูลค่าร่วงลดลงตาม Bitcoin ในช่วงเมื่อวานนี้ ยกเว้นหลายบางเหรียญอย่างเช่น Ethereum ที่ยังคงมีการซื้อขายกันอยู่ที่ $ 385 และ XRP ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางอยู่ที่ระดับ $ 0.30

ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ เหรียญ Altcoin จำนวนมากมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขกว่าสองหลัก ซึ่งนั่นรวมถึง Terra (20%), Swipe (18.6%), Ren (17%), Ocean Protocol (15%), Aave (14.6%), Loopring (13.6%), Flexacoin (13%), Syntethix Network (11.4%), และ Kava (10.7%)

ในทางตรงกันข้ามเหรียญ Altcoins 3 ตัวนี้กลับมีมูลค่าร่วงลดลงเป็นตัวเลขกว่าสองหลักได้แก่ Midas Touch Gold มีมูลค่าลดลง 16%, Ampleforth มีมูลค่าลดลง 13.6% และ Quant มีมูลค่าลดลง 11.2%

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหรียญ Altcoins ส่วนใหญ่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สิ่งนี้จึงส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดของ Bitcoin ตัวชี้วัดที่ติดตามมูลค่าตลาดโดยรวมของ Bitcoin เปรียบเทียบกับของตลาด Altcoins ทั้งหมดได้ร่วงลดลงไปอยู่ที่ 61% หลังจากที่พุ่งขึ้นมาแตะระดับ 63% ในวันที่ 30 กรกฎาคม

เฉียบพลัน

“มาเลเซีย” เตรียมนำเทคโนโลยีบล็อกเชนในตลาด LFX

มาเลเซีย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติของ มาเลเซีย กำลังจัดเตรียมสำรวจระบบดิจิตอลสำหรับตลาดตราสารหนี้ของประเทศผ่านโครงการบล็อคเชนที่ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

โปรเจคนี้จะมีชื่อเรียกว่า Project Harbour ซึ่งเป็นความคิดเริ่มใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทกระจาย (DLT) สำหรับเพื่อการลงทะเบียนสำหรับตลาดตราสารหนี้ของ Labuan Financial Exchange (LFX)

LFX เป็นบริษัทย่อยของ Bursa Malaysia ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศที่ได้ร่วมมือกับทาง Hashstacs ซึ่งเป็นบริษัทฟินเทคในประเทศสิงคโปร์

โครงการดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยี DLT เพื่อสามารถแบ่งปันแหล่งข้อมูลเดียวกันได้อย่างปลอดภัยระหว่างธนาคารที่ร่วมแล้วก็กระดานแลกเปลี่ยน อ้างอิงข้อมูลจากแถลงข่าวของบริษัท

นาย Benjamin Soh กรรมการผู้จัดการของ Hashstacs กล่าวว่าเทคโนโลยี DLT จะสามารถสร้างระบบนิเวศได้เครือคลุมทั่วทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นการปูทางให้กับ “โซลูชั่นการแก้ปัญหา” สำหรับในการหักบัญชีและก็ชำระหนี้พันธบัตรบนแพลตฟอร์ม

การทดลองในคราวนี้จะเป็นการพินิจพิเคราะห์ประสิทธิภาพของการดำเนินงานและก็การลดต้นทุนในกระดานแลกเปลี่ยน รวมทั้งการออกพันธบัตรดิจิทัล

Bursa Malaysia พร้อมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งมาเลเซีย , หน่วยงานบริการด้านการเงิน Labuan , ธนาคารเพื่อการลงทุน CIMB แล้วก็บริษัทอื่นๆจะใช้โครงสร้างพื้นฐานของ Hashstac เพื่อทดสอบรวมทั้งปรับปรุงระบบพันธบัตรให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น…

เหรียญ Stablecoin พุ่งขึ้นทะลุ 11,000 ดอลลาร์ไปแล้ว

Stablecoin

อัตราการทำธุรกรรมของเหรียญ Stablecoin ชื่อดังอย่าง Tether, DAI รวมทั้ง USDC ได้พุ่งขึ้นอย่างหนักเมื่อราคาของ bitcoin นั้นได้ทะลุระดับ 1 1,000 ดอลลาร์ไปแล้ว

Stablecoin

เหรียญ Stablecoin จำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Tether ( USDT) ได้มีการเติบโตที่พุ่งสูงมากขึ้นเป็นอย่างมากในอุตสาหกรรมคลิปโตในขณะนี้โดยนักวิเคราะห์ได้มีการเฝ้าดูการเติบโตของตลาดเหรียญ USDT, DAI และก็ USDC ที่มองไว้ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆกับการเพิ่มขึ้นของราคา bitcoin โดยกราฟดังกล่าวนั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าตัวชี้วัดดังกล่าวจะสามารถถูกเอามาพิจารณาว่าเป็นอินดิเคเตอร์แบบ leading หรือ lagging

แต่จำนวน volume วิธีการทำธุรกรรมของเหรียญ Stablecoin ดังกล่าวที่มากขึ้นนั้นนับว่าเป็นตัวซึ่งสามารถบ่งบอกอัตราวิธีการทำธุรกรรมบนระบบ ecosystem ได้เป็นอย่างดี หากว่าเงินจริงจะไม่ถูกสามารถนำมาใช้เทรดคู่กับ bitcoin ได้ในเว็บไซต์เทรดหลายๆแห่ง แต่ว่าก็ยังมีเหรียญ Stablecoin ที่ถูกนำมาใช้แทน ยิ่งไปกว่านี้เจ้ามือนั้นยังคงใช้เหรียญดังกล่าวมาเช็คกับ bitcoin แทนที่เงินสดอีกด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ทาง Tether ได้ออกมาประกาศทำการ Swap จากเหรียญ Tron (TRX) ไปเป็นเหรียญ Ethereum

Stablecoin

อย่างไรก็ดีทางบริษัทมิได้เปิดเผยเหตุผลสำหรับในการทำ swap แม้กระนั้นก็เป็นได้ว่าปัจจุบันนี้ตลาดมีความต้องการเหรียญ Tron ที่ค่อนข้างต่ำมากมาย

bitcoin ราคาพุ่งสูงสุดในรอบ 11 ทะลุ 11,400 ดอลลาร์

ประวัติศาสตร์

ดูเหมือนกับว่า 2 สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่ ทำให้นักเทรดคริปโตหลายคนต้องมีความตื่นเต้นเป็นอันมากเมื่อราคาของ bitcoin นั้นได้พุ่งขึ้นไปทำจุดสุดยอดในรอบ 11 เดือนทำลายแนวต่อต้านทั้งหมดแล้ว นำมาซึ่งการก่อให้เกิดคำถามที่ตามมาว่าราคาของมันนั้นจะทำลายจุดสูงสุดใน ประวัติศาสตร์ ที่ 20,000 ดอลลาร์หรือเปล่า

กราฟจากเว็บไซต์ TradingView บน Bitstamp เปิดเผยให้เห็นว่าราคาของ bitcoin นั้นได้มีการพุ่งขึ้นในระยะเวลาตี 5 ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โดยพุ่งไปแตะ 11,417 ดอลลาร์อย่างหนัก ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นที่ไม่มีผู้ใดคาดการณ์มาก่อน โดยถ้าหากดูกราฟจากด้านล่างนั้นจะมองเห็นได้ว่ามันได้พุ่งทะลุจุดสูงสุดของปี 2020 นี้ ยิ่งไปกว่านี้แม้ทดลองมองดูย้อนกลับไปในปี 2019 จะค้นพบว่าครั้งปัจจุบันที่ราคาอยู่ในระดับดังกล่าวซึ่งก็คือตอนช่วงเดือน มิ.ย., ก.ค.รวมทั้งส.ค.ในปี 2019

ประวัติศาสตร์

นั่นก็เลยแสดงว่าถ้าหากราคา bitcoin สามารถทำลายแนวต่อต้านของระดับราคาดังกล่าวเมื่อปีที่ผ่านมาได้เราก็บางครั้งอาจจะได้มองเห็นมันวิ่งไปพบแนวต่อต้านที่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 20,000 ดอลลาร์ก็เป็นได้

แต่ว่าอย่างไรก็ตามนี่มันเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของการพุ่งขึ้นของราคาเพียงแค่นั้นแล้วก็ในช่วงเวลานี้ตัวอินดิเคเตอร์ที่ชื่อว่า Relative Strength Index (RSI) บนกราฟรายวันเปิดเผยให้เห็นว่าตลาดนั้นอยู่ในตอน overbought แล้ว ฉะนั้นนักเตะจึงควรที่จะมีความละเอียดรอบคอบรวมทั้งระแวดระวังให้ดี

ในเวลาเดียวกันราคาของ bitcoin ในตลาดไทยอย่าง Bitkub ก็ได้มีการมากขึ้นมาด้วยด้วยเหมือนกันโดยราคานั้นได้พุ่งไปแตะระดับ 349,990 บาท ซึ่งคิดเป็นราวๆ 11,128.46 ดอลลาร์ ซึ่งนับว่ามากกว่าตลาดโลกอยู่พอสมควร

bitcoin นั้นได้มีการ halving มาแล้วตั้งแต่ตอนตอนเดือนพ.ค. 2020 ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาแล้วก็ถ้าหากดูกราฟด้านล่างนั้นเราจะพบว่าทุกๆครั้งที่มันมีการห้ามวิ่งราคาชอบมีการตอบสนองด้วยแนวทางการทำจุดสุดยอดใหม่ในประวัติศาสตร์ในทุกๆครั้งถึงแม้ว่ามันจะใช้เวลาถึง 1 ปีหลังจากการ halving ก็ตาม รวมทั้งถ้าเกิดคราวนี้เหตุการณ์มันจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์ เราก็คงจะบางทีอาจจะได้มองเห็นการพุ่งขึ้นของราคาที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ก็เป็นไปได้แต่ว่าก็อาจจะไม่มีใครรู้ว่ามันจะไปสุดที่มากแค่ไหน

ประวัติศาสตร์

ต้นเหตุที่ราคาเหรียญ Ethereum เคลื่อนที่ล่าช้ากว่าตลาดอื่น

ETH

ในเนื้อหารายละเอียดนี้เราจะมาหาต้นสายปลายเหตุว่าเพราะอะไรราคาของเหรียญอันดับ 2 ของโลกอย่าง ETH นั้นถึงมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ค่อนข้างจะต่างจากของเหรียญอื่นๆเป็นอย่างมาก

ถึงแม้ว่าราคาของเหรียญดังกล่าวนั้นจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง จนถึงวิ่งไปแตะจุดสูงสุดในปี 2020 ที่ 322 dollar แต่ว่ากว่ามันจะไปถึงจุดนั้นได้มันก็ทำให้นักเทรดผู้คนจำนวนมากถึงกับจะต้องสิ้นหวังไปเลยทีเดียว

เมื่อในตอนสัปดาห์ก่อนหน้าที่ผ่านมาราคาของเหรียญดังกล่าวได้พุ่งขึ้นมาจากจุดต่ำสุดที่ 234.85 ไปแตะจุดสูงสุดที่ 323.02 ดอลลาร์ซึ่งคิดเป็นราวๆ 37.5 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ETH

โดยนักวิเคราะห์ได้ชี้ให้เห็นถึงตัวแปรประมาณ 2-3 ตัวที่เป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของราคาเหรียญดังกล่าวได้โดยหนึ่งในนั้นก็คือการเติบโตของตลาดเหรียญ ChainLink ในขณะนี้และรวมถึงการเติบโตของตลาด decentralized finance (DeFi) และการมาของตัว update Ethereum 2.0 อีกด้วย

ในตอนช่วงเดือนพฤษภาคม 2020ที่ผ่านมามูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อคเอาไว้บน DeFi protocol ได้พุงขึ้นประมาณเกือบ 4 เท่าโดยตัวเลขนั้นพุ่งไปแตะ 3.75 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว โดยเราได้เห็นตัวโปรโตคอลที่ยอดนิยมอย่างเช่น Compound, Maker, Aave และ Synthetic มีเม็ดเงินหลั่งไหลเข้ามาในตัวโปรโตคอลดังกล่าวอย่างมาก โดยหัวหน้าฝ่ายในบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์เว็บเทรดคริปโต TradeBlock นาย John Todaro ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าการเติบโตของ DeFi ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบด้านบวกต่อราคาของเหรียญ Ethereum

จากเว็บกระดานซื้อขาย Derebit ที่โฟกัสไปในด้านให้เทรดตลาดฟิวเจอร์ของ Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี่ก็เผยให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มให้ความสนใจในตลาด option ของ Ethereum เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยพวกเขากล่าวว่าวอลุ่มการซื้อขายผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน option ดังกล่าวได้พุ่งแตะจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์

ซึ่งอย่างไรก็ตามนักเทรดนั้นก็ไม่ควรที่จะประมาทและคาดการณ์ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาเหรียญ ETH ล่าสุดนั้นอาจจะเป็นในช่วงระยะยาวเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในตลาดคริปโตดังนั้นเราจึงควรที่จะต้องรอดูกันต่อไป…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลต่อตลาด Bitcoin สภาพคล่องตลาดทั่วโลกทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 88.1 ล้านล้านดอลลาร์

ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา

ในสัปดาห์นี้สภาพคล่องของตลาดทั่วทั้งโลกได้พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 88.1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีต้นเหตุมาจาก ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา และก็เมื่อเร็วๆนี้ตัวแปรตัวหนึ่งได้วัดความเชื่อมโยงระหว่างตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และก็ตลาด Bitcoin ได้ชี้ว่าทั้งสองตลาดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างมากเพราะฉะนั้นนักวิเคราะห์ก็เลยมั่นใจว่าสิ่งนี้บางทีอาจมีผลดีต่อตลาด Bitcoin

นาย Holger Zschaepitz นักวิเคราะห์ตลาดจาก Welt ได้เขียนแสดงความเห็นว่า

“สภาพคล่องของโลกที่ถือเป็นตัวผลักดันการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นได้พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่แล้วในสัปดาห์นี้ที่ 88.1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมาสาเหตุมาจากการพิมพ์เงินของธนาคารกลาง และการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ลงเรื่อยๆ”

เมื่อสามเดือนที่ผ่านมาเราได้มองเห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างตลาดหุ้นและก็ตลาด Bitcoin ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างมาก โดยข้อมูลจาก Skew ด้านล่างเปิดเผยให้เห็นถึงดัชนีความเชื่อมโยงกันระหว่างตลาด S&P 500 และก็ BTC ตั้งแต่ช่วงมี.ค.2020ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา

สภาพคล่องในตลาดหุ้นจะมีผลต่อตลาด Bitcoin ได้อย่างไร
ราคาในตลาดหุ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาได้พุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าความกังวลสำหรับในการระบาดของไวรัสโคโรน่ารอบสองจะมีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่ามันมีสองปัจจัยที่เป็นตัวช่วยทำให้ปรับราคาตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นอย่างหนัก นั้นก็คือสภาพคล่อง และก็เงินอัดฉีด

“นี่ถือเป็นการมาของสภาพคล่องที่ยิ่งใหญ่มากๆและส่งผลทำให้ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ไม่มีอะไรในประวัติศาสตร์ด้านการเงินที่สามารถเทียบเท่าได้เลย นี่มันไม่ได้เกี่ยวกับความหวังเรื่องวัคซีน ไม่ได้เกี่ยวกับการที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และมันไม่ได้เกี่ยวกับการหดตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังจะสิ้นสุดในเร็วๆนี้อีกด้วย”

นอกจากนั้นนักวิเคราะห์ด้านคริปโตชื่อดังก้องโลก PlanB ได้ออกมากล่าวว่า

“Bitcoin นั้นเริ่มหายากมากขึ้น (วัดค่าโดย S2F) และผู้คนให้ค่ามันเยอะพอๆกับทองคำและเงิน (ในรูปแบบดอลลาร์) นอกจากนี้ Bitcoin นั้นยังมีความเกี่ยวข้องกับตลาด S&P500 S&P 2x =BTC 416x (ในรูปแบบดอลลาร์) ทั้งสองอย่างนี้เป็นจริงได้! การทำ QE ทำให้ราคาหุ้นขึ้น (กระแสเงินสด) และ BTC (ความหายาก) ภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นราคา Bitcoi จะอยู่ที่ $288k ส่วนราคา S&P จะอยู่ที่ $4,300”

การเพ่มขึ้นของสภาพคล่องในตลาดโลกนั้นทำให้เงื่อนไขของตลาดนั้นมีการถูกผ่อนผันเพิ่มมากขึ้น แล้วก็รวมทั้งการแห่กันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอีกด้วย เมื่อทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงราคาเริ่มขึ้น มันก็จะส่งผลทำให้ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นและก็ตามด้วย ซึ่งเราก็จะต้องรอดูกันต่อไป…

เพราะเหตุใด ธนาคารเปิดให้รับฝากเก็บ bitcoin และเหรียญ cryptocurrency อื่น ๆ

แวดวงคริปโต

การประกาศอนุมัติให้ธนาคารในประเทศสหรัฐสามารถเปิดรับฝาก bitcoin รวมทั้งเหรียญ cryptocurrency อื่นๆได้นั้นดูอย่างกับว่าจะก่อให้ผู้คนใน แวดวงคริปโต จะต้องออกมาแสดงความคิดเห็นกันอีกรอบในปีนี้

อย่างไรก็ดีผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตได้ออกมาชี้ว่าการออกมาประกาศดังกล่าวนั้นถือเป็นความเห็นแก่ตัวในแวดวงธนาคารเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาไม่เพียงแต่เอารัดเอาเปรียบประชาชนในด้านการทำตนเป็นผู้เก็บเงินไม่พอ แต่ว่ายังโจมตีจะเก็บเหรียญคริปโตของคนเราที่ทุกๆคนสามารถที่จะเก็บได้เองโดยไม่ต้องพึ่งใครอยู่แล้ว

นาย Max Keiser ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงคลิปโตได้ออกมาแสดงความเห็นว่าสาเหตุที่ธนาคารจะต้องออกมาทำอย่างนี้ก็เป็นเนื่องจากว่าพวกเขากำลังกลัวที่จะถูก disrupt โดย cryptocurrency แล้วก็กลัวที่จะตกรถเนื่องจากปัจจุบันนี้มีนักลงทุนสถาบันจำนวนมากพี่จะเริ่มแห่ซื้อ bitcoin กันอย่างคับคั่ง แล้วก็อาจส่งผลให้ธนาคารนั้นไม่มีเหรียญคริปโตพอเพียงที่จะเข้ามาควบคุมตลาดได้ โดยเขากล่าวว่า

 แวดวงคริปโต

“ที่ธนาคารออกมาเริ่มเก็บบิทคอยน์นั้นแปลว่าพวกเขากำลังตื่นกลัว พวกเขาต้องการที่จะหันหลังให้กับ bitcoin คำกล่าวการล่มสลายของเงินสด และในตอนนี้ประเทศอย่างเช่นอิหร่านก็กำลังแห่ขุดเหรียญคริปโตอยู่ ซึ่งทฤษฎีเกม Bitcoin นั้นได้กลับมาอีกครั้งแล้ว และมันก็จะทำลายล้างพวกที่ชอบต่อต้านอย่างเช่นธนาคาร”

นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญในวงการก็ได้ออกมาแสดงความเห็นในลักษณะที่ค่อนข้างจะใกล้เคียงกันโดยชี้ว่าถ้าหากเงินดอลลาร์นั้นกำลังอยู่ในสถานะที่ดี ธนาคารก็น่าจะไม่หันมายุ่งกับ cryptocurrency เมื่อปีที่แล้วบริษัท Wells Fargo ได้ออกมากล่าวว่าลูกค้าของพวกเขานั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้บัตรเครดิตสำหรับในการซื้อเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ โดยอ้างเหตุผลว่าลูกค้าของพวกเขานั้นควรต้อง “ได้รับการปกป้องจากตัวเอง”

และก็เมื่อตอนช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานิตยสารด้านการเงินระดับโลก Forbes ได้ออกมาเรียก Fed หรือธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นราวกับโรงงานอะไรบางอย่าง ชีวาปัจจุบันนี้รัฐบาลสหรัฐนั้นมียอดการขาดดุลต่อเดือนที่ราวๆ 8.6 แสนล้านดอลลาร์แล้วก็มีหนี้สาธารณะรวมกันอยู่ที่ราวๆ 23.7 ล้านล้านดอลลาร์ และก็นี่ดังกล่าวนั้นก็ได้ถูกยับยั้งไปจนกระทั่งก.ค. 2564…