Suspendisse Efficitur Fringilla
Felis non dui efficitur suscipit. Nulla gravida dolor quis tellus mattis, vel viverra risus tincidunt. Quisque in luctus lorem.
Commodo Cursus Odio
Morbi lectus mi, molestie et blandit ut, finibus a est. Nullam at ligula in urna mollis dictum. Nullam aliquam pulvinar.
Vestibulum Vitae Dictum
Etiam eu sem pretium, sodales nulla in, elementum lacus. Vestibulum vitae elit dictum, pellentesque massa sed.
Nullam Aliquam Pulvinar
Tellus mattis vel viverra risus tincidunt. Quisque in luctus lorem ut finibus a est molestie et blandit vitae elit dictum.

Monthly Archives: ธันวาคม 2019

Archive of posts published in the specified Month

Bitcoin VS ทองคำ สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

Satoshi Nakamoto เคยจินตนาการเอาไว้ว่า Bitcoin นั้นเป็นทองคำดิจิทัล ซึ่ง Bitcoin มักจะถูกพูดถึงในฐานะคู่แข่งของทองคำเสมอ โดยทั้งสองสินทรัพย์นี้มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากถ้าหากเราพูดถึงเรื่องความขาดแคลน (หายาก) ของพวกมัน รวมถึงเรื่องมูลค่าของมันที่มาจากการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน

สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

เราควรเลือกลงทุนใน Bitcoin หรือ ทองคำ ?
ทองคำ

ทำไมต้องคุณถึงควรลงทุนกับมัน

-มันมีการพิสูจน์มูลค่าแล้ว
-มันมีกองทุน ETF และกองทุนอื่น ๆ มากมาย
-มันมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นเพียงเล็กน้อย

สิ่งที่ควรรู้ :

-มันเป็นสินทรัพย์แบบจับต้องได้ที่ต้องเข้าถึงทางกายภาพเท่านั้น
-มันมีค่าจัดเก็บและค่าขนส่ง
-มันมีโอกาสในการทำกำไรที่น้อย
Bitcoin

ทำไมต้องคุณถึงควรลงทุนกับมัน

-มันมีโอกาสในการทำกำไรครั้งใหญ่
-มันเป็นสกุลดิจิทัล 100% และสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก , โอนย้ายรวดเร็วและจัดเก็บได้ง่าย
-มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นเพียงเล็กน้อย

สิ่งที่ควรรู้ :

-ตลาดมีความผันผวนสูง
-มันมีกองทุน ETF และกองทุนอื่น ๆ เพียงไม่กี่แห่ง
-มูลค่าของมันยังไม่ได้รับการพิสูจน์
-ความขาดแคลนทองคำและ Bitcoin
-เพื่อเปรียบเทียบความขาดแคลนเราจะใช้อัตราส่วน stock to flow ในหัวข้อนี้

ตัวชี้วัดนี้จะอ้างอิงถึงอัตราส่วนของอุปทานรายปีหรือกระแสวอลุ่มทั้งหมดที่มีอยู่หรือจำนานสินทรัพย์ที่มี

สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

จากชาร์ตคุณจะเห็นได้ว่าทองคำมีคะแนนความขาดแคลนอยู่ที่ 54 (หายากมาก) และ Bitcoin ในปัจจุบันมีคะแนนความขาดแคลนอยู่ที่ 27 ซึ่งก็ค่อนข้างหายากเช่นกัน

แต่สำหรับมุมมองสินทรัพย์อื่น ๆ นั้นแทบจะไม่มีสินทรัพย์ไหนเลยที่มีคะแนนความขาดแคลนใกล้เคียงกับทองคำหรือ Bitcoin โดยอัตราส่วน stock to flow ของแร่เงินคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ในขณะที่วัสดุส่วนใหญ่เช่น โลหะกลับไม่มีแนวโน้มที่จะมีอัตราส่วน stock to flow ใกล้เคียงกับตัวเลข 1 เลยแม้แต่น้อย ซึ่งหมายความว่าโลกจะผลิตและบริโภควัสดุเหล่านี้ในปริมาณเท่า ๆ กันในแต่ละปี

ซึ่งหากวัสดุเหล่านี้มีอัตราส่วน stock to flow เข้าใกล้ 1 เมื่อไหร่ มันก็มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อสภาวะของตลาด ดังนั้นอัตราส่วน stock to flow ที่ใกล้เคียงตัวเลข 50 จึงมีความเสถียรมากที่สุด

ในอัตราปัจจุบันมันจำเป็นต้องใช้เวลาถึง 27 ปีในการขุด Bitcoin ขึ้นมาเพื่อเพิ่มอุปทานในปัจจุบันเป็นสองเท่า

แต่ทว่าอย่างไรก็ตามมันจะไม่อยู่ในอัตรานี้ตลอดไป อัตราส่วน stock to flow ของ Bitcoin ถูกการออกแบบมาให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป โดยจะทำลดกำลังการผลิตลงที่เรียกการ ‘halvings’ หรือการลดบล็อกรางวัลของเหล่านักขุดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดี

แม้จะมีความผันผวนและความบ้าคลั่งเกิดขึ้นต่อราคา แต่ถึงกระนั้น Bitcoin ก็ยังคงค้นหาการกำหนดราคาขั้นต่ำของมันต่อไป ในลักษณะความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับอัตราส่วน stock to flow

สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

เหตุการณ์ halving ครั้งที่สามจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2020 และอย่างที่คุณเห็นราคามักจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนหน้าเสมอ ซึ่งหากแนวโน้มของ Bitcoin ยังคงเป็นเช่นเดิมเหมือนในอดีต ปี 2019 ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่สำหรับ Bitcoin

สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

การใช้งานจริงของทองคำและ Bitcoin
ดูเหมือนว่าความขาดแคลนเพียงอย่างเดียวนั้นคงยังไม่เพียงพอที่จะสร้างคุณค่าให้กับพวกมันได้ ซึ่งพวกมันต้องการอะไรบางอย่างที่จะทำให้พวกมันมีมูลค่าขึ้นมา

การใช้งานจริงสำหรับกรณีของทองคำ

“ทองคำถูกขุดขึ้นมาจากพื้นดินในแอฟริกาหรือสถานที่ใดสถานที่ที่หนึ่ง จากนั้นเราก็หลอมมัน ก่อนที่เราจะลงไปขุดอีกหลุมหนึ่ง และจ่ายเงินให้ผู้คนยืนล้อมพวกมันเอาไว้ ซึ่งนี่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์เท่าไหร่นัก” – Warren Buffet

เราอาจจะได้เห็นเศษเสี้ยวทองคำชิ้นเล็ก ๆ ที่ใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วเหตุผลของการขุดทองคำในแต่ละปีมักจะไปผลิตเป็นเครื่องประดับ, แท่งทองคำ, เหรียญทองคำ, กองทุน ETF และแม้แต่การซื้อของธนาคารกลางเพื่อนำค้ำประกันสกุลเงินของพวกเขา

สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

นอกจากนี้ทองคำเป็นวัสดุที่ดีในแง่ของการใช้งาน เนื่องจากว่ามันเป็นโลหะที่มีประสิทธิภาพสูงสีไม่ตก, ไม่ทำให้ปฏิกริยาต่อวัตถุใด ๆ และเชื่อถือได้ แต่ข้อเสียจริง ๆ ของมันก็คือมันมักมีราคาแพง

ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่สามารถนำมาใช้เพื่อทดแทนทองคำได้และค่านิยมจากมูลค่าของมันกำลังห่อหุ้มแกนหลักของการใช้งานเอาไว้ ซึ่งนั่นหมายความว่าสิ่งนี้ทำให้มันกลายเป็นโลหะที่มีค่าและสามารถเก็บมูลค่าได้ (store of value)

การใช้งานจริงสำหรับกรณีของ Bitcoin
“Bitcoin นั้นเป็นเหมือนภาวะสมองเสื่อม มันเหมือนกับว่าเมื่อใครสักคนกำลังเทรดมันและคุณก็จะคิดได้ว่าคุณควรทำมันเช่นเดียวกัน”- Charlie Munger

หน้าที่หลักของ Bitcoin (BTC) ก็คือการทำหน้าที่เป็นกลไกที่สร้างแรงจูงใจให้กับผู้คนและขับเคลื่อน Bitcoin blockchain ให้ดำเนินงานต่อไป โดยเหล่านักขุด Bitcoin จะได้รับรางวัลเป็น BTC ดังนั้นยิ่ง BTC มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ แรงขุดในเครือข่ายที่เหล่านักขุดจะส่งเข้ามายิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อมีแรงขุดเพิ่มมากขึ้น ความยืดหยุ่นในเครือข่าย Blockchain ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในกรณีนี้ความยืดหยุ่นนั่นหมายถึงการที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลได้และช่วยป้องกันการปลอมแปลงข้อมูลในระบบ เพราะฉะนั้นการมีบัญชีแยกประเภทดิจิทัลที่สามารถเชื่อถือได้และพิสูจน์ได้ มันจะช่วยให้ผู้คนสามารถนำสกุลเงิน Bitcoin ไปใช้งานได้อย่างหลากหลาย

โดยสิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยก็คือ การใช้ BTC เพื่อต่อต้านการถูกเซ็นเซอร์ของรัฐบาลเผด็จการ ประการที่สองคือการใช้ BTC เพื่อเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถเก็บรักษามูลค่าได้

เช่นเดียวกับทองคำที่ช่วยให้ผู้คนสามารถพกพาสินทรัพย์ที่สามารถเก็บมูลค่าไปไหนก็ได้ทั่วทุกที่ แต่มันแตกต่างกันตรงที่ว่า Bitcoin จะช่วยให้ผู้คนสามารถพกพามูลค่าเก็บไว้อยู่ในหัวของพวกเขา หากพวกเขามีความจำที่ดีเยี่ยมหรือจดมันใส่กระดาษเล็ก ๆ เอาไว้

หนึ่งในตัวอย่างการใช้งานที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยก็คือ Factom ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยน blockchain ของ Bitcoin ให้กลายเป็นการบริการข้อมูลที่ไม่สามารถปลอมแปลงข้อมูลได้เช่น ข้อมูลของหุ่นยนต์หรือข้อมูลของทนายความ

ซึ่งเช่นเดียวกับทองคำ ปัจจุบันมันยังไม่มีสิ่งไหนที่มาแทนที่ Bitcoin ได้

สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

ในความจริงที่ว่าทุกคนสามารถ “fork” โค้ดของ Bitcoin ได้ และสร้างแบบจำลองทางเทคนิคที่เหมือนกับ Bitcoin ทุกประการ แต่ถึงกระนั้นแบบจำลองเหล่านี้ก็ไม่ได้มีค่านิยมทางการเงินที่จะส่งผลต่อมูลค่าได้เช่นเดียวกับ BTC ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ Bitcoin blockchain กลายเป็นสิ่งที่มีค่า

มูลค่าที่แท้จริงของทองคำและ Bitcoin
“หากมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการมันก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีค่า” ด้วยอัตราส่วน stock to flow ที่เพียงพอต่อสิ่งที่ผู้คนต้องการ ซึ่งสิ่งนี้คือค่านิยมที่แพร่กระจายไปสู่ผู้คนอย่างรวดเร็วและสร้างภูมิคุ้มกันต่อการทุบราคาของตลาด

โดยเราจะเห็นได้จากทองคำในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้คนยังไม่สามารถค้นหามูลค่าที่แท้จริงของทองคำได้ แต่หลังจากนั้นไม่นานมูลค่าของมันก็ได้เริ่มปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนั่นเป็นเพราะ :

-ผู้คนเริ่มหันมาถือครองมูลค่าในทองคำกันเยอะมากขึ้น ซึ่งเมื่อผู้คนจำนวนมากเริ่มเชื่อมั่นในคุณค่าของทองคำมากขึ้น มันก็จะสร้างประโยชน์และมูลค่าให้กับตัวของมันเอง

-อัตราส่วน stock to flow ที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยป้องกันไม่ให้มูลค่าได้รับผลกระทบจากอุปทาน ซึ่งอาจทำลายแนวโน้มการเติบโตของมูลค่าได้
ค่านิยมและความต้องการของทองคำจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคุณอาจจะจำไม่ได้ว่ามีคนบอกให้คุณนั่งลงและสอนคุณว่าทองคำนั้นเป็นสิ่งมีค่า เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนถูกปลูกฝังอยู่ในค่านิยมพื้นฐานของผู้คนและถูกส่งมายังรุ่นต่อรุ่น คุณอาจไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าทำไมทองคำถึงมีค่า ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับที่คุณไม่เคยเรียนรู้ว่าทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีฟ้า

แต่ทุกวันนี้เราเริ่มเข้าใกล้โลกดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ผู้คนจำนวนมากกำลังศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่มีอายุน้อยและสนใจในเรื่องของโลกอินเทอร์เน็ต

“การขุดทองเป็นสิ่งที่สิ้นเปลือง แต่การสิ้นเปลืองเหล่านี้มีข้อเสียน้อยกว่าประโยชน์จากการใช้ทองคำในการแลกเปลี่ยน ผมคิดว่าในกรณีนี้มันเป็นกรณีเดียวกันกับ Bitcoin การแลกเปลี่ยนที่เป็นไปได้ของ Bitcoin จะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า แต่หากไม่มี Bitcoin มันก็จะเป็นการสิ้นเปลืองอย่างแท้จริง” – Satoshi Nakamoto

ในปี 1990 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่ราว ๆ 2.6 ล้านคน และอีก 10 ปีต่อมาในปี 2000 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านคน ซึ่งเมื่อ Bitcoin บล็อกแรกถูกขุดขึ้นในปี 2009 โลกมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสุทธิเกือบ 2 พันล้านคน นับตั้งแต่นั้นมามันก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ามากกว่า 4.5 พันล้านคนและในปัจจุบันประชากรโลกมากกว่าครึ่งกำลังเชื่อมต่อเข้ากับโลกอินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันเรากำลังอาศัยอยู่ในโลกดิจิทัล ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะประดิษฐ์ทองคำดิจิทัลขึ้นมา

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการลงทุนในทองคำและ Bitcoin
ทองคำ

ทำไมคุณควรลงทุนในทองคำ

-พิสูจน์มูลค่าแล้ว ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สามารถเก็บมูลค่าได้และมันได้รับการพิสูจน์แล้วมายาวนานนับพันปี
-กองทุนที่มีอยู่ หากคุณต้องการสัมผัสทองคำโดยไม่จำเป็นต้องเจ้าของมัน ตอนนี้มันมีกองทุนอยู่มากมายที่รอคุณอยู่
-ไม่มีความสัมพันธ์ ราคาของทองคำมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการซื้อทองคำ

-ต้นทุนทางกายภาพ คุณสามารถเข้าถึงทองคำจริง ๆ ได้ โดยขึ้นอยู่กับมูลค่าของมัน
-การจัดเก็บและการขนส่ง ทองคำนั้นหนักและมักมีราคาแพง ดังนั้นมันจึงมีมูลค่าในการจัดเก็บและขนส่งที่ค่อนข้างราคาแพง
-โอกาสในการเติบโต Bitcoin มีโอกาสที่ราคาจะเติบโตได้มากกว่าทองคำ
Bitcoin

ทำไมคุณควรลงทุนใน Bitcoin

-โอกาสในการเติบโต บางทฤษฎีเชื่อว่า Bitcoin มีโอกาสที่ราคาจะเติบโตได้มากกว่าราคาของทองคำ
-ความสะดวกสบาย ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล Bitcoin สามารถขนส่งและจัดเก็บได้อย่างง่ายดายและสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลกตราบใดที่คุณมีคีย์
-ไม่มีความสัมพันธ์ ราคา Bitcoin มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สิ่งที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับการซื้อ Bitcoin

-ความผันผวน ราคา Bitcoin นั้นมีความผันผวนสูง ดังนั้นมันไม่ใช่สินทรัพย์สามารถเก็บรักษามูลค่าในระยะสั้นได้
-กองทุนที่มีอยู่ กองทุน Bitcoin ที่ปลอดภัยและได้รับการควบคุมนั้นไม่ได้มีอยู่ทั่วไป
-ยังไม่พิสูจน์มูลค่า Bitcoin ยังไม่ได้รับการพิสูจน์มานานถึงพันปี

สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน…

อัตราความเหลื่อมล้ำของผู้ถือ Bitcoin ลดลง แต่ของ Ethereum กลับมากขึ้น

อัตราความเหลื่อมล้ำของ

อัตราความเหลื่อมล้ำของผู้ถือ Bitcoin ลดลง 

เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนที่ติดตามและสนใจในคริปโตเคอเรนซี่ทั้งหลายจะต้องถือเหรียญบางอย่างอยู่ไม่มากก็น้อย หรือมีการเข้าซื้อขายตลอดทั้งปีตามแต่แนวทางของตัวเอง

ซึ่งแน่นอนว่าในตลาดก็ย่อมมีเหล่าวาฬหรือผู้ที่ถือครองเหรียญเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญที่ทุกคนในโลกใบนี้ที่ไม่ได้มีแต่คนที่สนใจคริปโตเคอเรนซี่เท่านั้นที่รู้จักนั้นก็คือ Bitcoin

อัตราความเหลื่อมล้ำของผู้ถือ Bitcoin ลดลง

โดยช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา Bitcoin มักกระจุกตัวและถูกซื้อไปโดยเหล่าวาฬที่พร้อมจะช้อนมันตลอดเวลา ทำให้ค่าความเท่าเทียมกันของความมั่งคั่งใน Bitcoin มีอยู่สูงมาก (Bitcoin’s wealth inequality)

แต่ทว่าดูเหมือนตลอดทั้งปี 2019 ที่ผ่านมาค่าดังกล่าวของ Bitcoin จะมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ Altcoin ตัวอื่น ๆ ในตลาดคริปโตเคอเรนซี่อย่างเช่น Ethereum และ Litecoin ยังค่อนข้างมีประมาณที่เท่าเดิม

โดยจากการวิจัยโดย Clovr ซึ่งได้มีการตรวจสอบการถือครองเหรียญต่าง ๆ ของเหล่าวาฬนักลงทุนว่ามี Cryptoassests ในตอนนี้ต่างเริ่มมีการกระจายตัวไปตามกระเป๋าเงินของคนอื่นมากขึ้นใน Bitcoin สำหรับปี 2019 ซึ่งมีมากถึง 140,000 บัญชีที่ไม่ได้เป็นของ Exchage จาก 4 เหรียญสำคัญในคริปโตเคอเรนซี่ และ Top 100 ของ Ethereum

นอกจากนี้ Clovr ยังค้นพบอีกว่าในบางเหรียญมีผู้ถืออยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถือเหรียญจำนวนมากไว่ ซึ่งเขามองว่ามันเป็น ‘ความน้อยที่น่าประหลาดใจ’ ซึ่งจากรายงานยังได้บอกอีกว่าบรรดา Exchage จะทำการถอดเหรียญคริปโตเคอเรนซี่จำพวกดังกล่าวทิ้งอันเนื่องมาจากอาจเกิดการร่วมมือกันขึ้นมาเพื่อควบคุมราคาและเป็นอันตรายได้

โดยพวกเขาอ้างว่าเหล่าวาฬบางตัวมีความรวยจนมากเกินไป จนกลุ่มเล็ก ๆ อาจจะสามารถร่วมมือกันเพื่อเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในสกุลเงินและอาจจะตั้งใจทำสิ่งที่เรียกว่า 51% attack กับเหรียญดังกล่าวได้จริง นทางทฤษฎีองค์กรต่าง ๆ

By Tanatorn Vaskulธ.ค. 21, 2019
อัตราความเหลื่อมล้ำของผู้ถือ Bitcoin ลดลง แต่ของ Ethereum กลับมากขึ้น ข่าวคริปโตเคอเรนซี่204 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน

เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนที่ติดตามและสนใจในคริปโตเคอเรนซี่ทั้งหลายจะต้องถือเหรียญบางอย่างอยู่ไม่มากก็น้อย หรือมีการเข้าซื้อขายตลอดทั้งปีตามแต่แนวทางของตัวเอง

ซึ่งแน่นอนว่าในตลาดก็ย่อมมีเหล่าวาฬหรือผู้ที่ถือครองเหรียญเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญที่ทุกคนในโลกใบนี้ที่ไม่ได้มีแต่คนที่สนใจคริปโตเคอเรนซี่เท่านั้นที่รู้จักนั้นก็คือ Bitcoin

โดยช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา Bitcoin มักกระจุกตัวและถูกซื้อไปโดยเหล่าวาฬที่พร้อมจะช้อนมันตลอดเวลา ทำให้ค่าความเท่าเทียมกันของความมั่งคั่งใน Bitcoin มีอยู่สูงมาก (Bitcoin’s wealth inequality)

แต่ทว่าดูเหมือนตลอดทั้งปี 2019 ที่ผ่านมาค่าดังกล่าวของ Bitcoin จะมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ Altcoin ตัวอื่น ๆ ในตลาดคริปโตเคอเรนซี่อย่างเช่น Ethereum และ Litecoin ยังค่อนข้างมีประมาณที่เท่าเดิม

โดยจากการวิจัยโดย Clovr ซึ่งได้มีการตรวจสอบการถือครองเหรียญต่าง ๆ ของเหล่าวาฬนักลงทุนว่ามี Cryptoassests ในตอนนี้ต่างเริ่มมีการกระจายตัวไปตามกระเป๋าเงินของคนอื่นมากขึ้นใน Bitcoin สำหรับปี 2019 ซึ่งมีมากถึง 140,000 บัญชีที่ไม่ได้เป็นของ Exchage จาก 4 เหรียญสำคัญในคริปโตเคอเรนซี่ และ Top 100 ของ Ethereum

นอกจากนี้ Clovr ยังค้นพบอีกว่าในบางเหรียญมีผู้ถืออยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถือเหรียญจำนวนมากไว่ ซึ่งเขามองว่ามันเป็น ‘ความน้อยที่น่าประหลาดใจ’ ซึ่งจากรายงานยังได้บอกอีกว่าบรรดา Exchage จะทำการถอดเหรียญคริปโตเคอเรนซี่จำพวกดังกล่าวทิ้งอันเนื่องมาจากอาจเกิดการร่วมมือกันขึ้นมาเพื่อควบคุมราคาและเป็นอันตรายได้

โดยพวกเขาอ้างว่าเหล่าวาฬบางตัวมีความรวยจนมากเกินไป จนกลุ่มเล็ก ๆ อาจจะสามารถร่วมมือกันเพื่อเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในสกุลเงินและอาจจะตั้งใจทำสิ่งที่เรียกว่า 51% attack กับเหรียญดังกล่าวได้จริง นทางทฤษฎีองค์กรต่าง ๆ

เช่นรัฐบาลจีนสามารถโจมตี Bitcoin ได้ 51% แม้ว่ามันจะไม่น่าเป็นไปได้สูง แต่สกุลเงินขนาดเล็กมีความเสี่ยงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เหมือนกับ Bitcoin Gold เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา

มาดูทางด้านของ Litecoin กันบ้างพวกเขามีความมั่งคั่งที่แตกต่างกันมากที่สุดในบรรดา Altcoin ทั้งหมดโดยมีเพียง 189 บัญชีที่จำเป็นในการสร้างความเป็นเจ้าของส่วนใหญ่

และ 2.58 เปอร์เซ็นต์ของเหรียญ LTC ทั้งหมดที่ถือครองในบัญชีที่ร่ำรวยที่สุด นอกจากนี้บัญชีที่ร่ำรวยที่สุด 10 บัญชีถือปริมารณ 10.36 เปอร์เซ็นต์ของเหรียญ LTC ทั้งหมด

ในขณะเดียวกันมี 1.96% ของผู้ถือเหรียญ Ethereum ถูกจัดอยู่ในบัญชีที่ร่ำรวยที่สุด และ 7.27 เปอร์เซ็นต์ของ Ethereum ทั้งหมดถูกล็อคในกระเป๋าที่ร่ำรวยที่สุด 10 อันดับแรก เช่นเดียวกัน Bitcoin Cash Wallet ที่ร่ำรวยที่สุดถือ 2.79 เปอร์เซ็นต์ของ BCH ทั้งหมดโดยบัญชีสิบอันดับแรกที่ควบคุม 9.38 เปอร์เซ็นต์

จากที่เห็นว่าแต่ละเหรียญผู้ที่ร่ำรวยถือครองส่วนแบ่งของตลาดเหรียญเยอะมาก ๆ แต่ในการเปรียบเทียบ Bitcoin ต้องการบัญชีขั้นต่ำ 4,545 บัญชีเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของส่วนใหญ่ในสกุลเงินดิจิตอลนี้

ส่วนกระเป๋าเงินบิทคอยน์ที่รวยที่สุดยังมีปริมาณที่ถือครองเพียงแค่ 0.62 เปอร์เซ็นต์ของ Bitcoin ทั้งหมดโดยกระเป๋าสิบอันดับแรกคิดเป็น 3.84% ตามที่รายงานวาฬ bitcoin ที่หยุดนิ่งบางแห่งมีนักวิเคราะห์กองทุนจำนวนมากเชื่อว่าพวกเขาสามารถคุมราคาในตลาดได้หากพวกเขาพยายามขายเหรียญทั้งหมดในมือทันทีทันใด

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ Clovr ต้องการจะบอกโดยเขาได้ใช้ตัวชี้วัดที่ชื่อว่า Gini Index เครื่องมือในการวัดการกระจายความมั่งคั่งซึ่งเขาสรุปได้ว่าในปี 2019 พบว่าความไม่เท่าเทียมของ Ethereums เพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ในปี 2019 (0.69 จาก 0.78) ในขณะที่ bitcoin ลดลงจาก 0.66 เป็น 0.64 ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับ Bitcoin และผู้ถือรายย่อยอย่างเราเป็นอย่างมากครับ…

นาย Craig Wright ออกมาแสดงหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาคือ Satoshi ตัวจริง

ออกมาแสดงหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาคือ

ออกมาแสดงหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาคือ Satoshi ตัวจริง

นาย Craig Wright ออกมาแสดงหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาคือ Satoshi ตัวจริง ต่างประเทศ206 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน

นาย Craig Wright ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งและไม่ละความพยายามที่จะพิสูจน์ว่าเขานั้นคือผู้สร้างเหรียญ Bitcoin จากการสัมภาษณ์ผ่านทาง Skype ซึ่งเขาก็ได้ออกมาแสดงเอกสารเกี่ยวกับต้นกำเนิดของ Satoshi Nakamoto อีกด้วย แต่ก็ยังมีรายละเอียดอีกหลายประการที่ไม่ค่อยชัดเจน

ออกมาแสดงหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาคือ Satoshi ตัวจริง

Adam Smith เวอร์ชั่นญี่ปุ่น?
ดูเหมือนว่า Tominaga Nakamoto จะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการคิดค้นชื่อ Satoshi Nakamoto ขึ้นมา อ้างอิงจากเอกสาร JSTOR ซึ่งมีบทความเกี่ยวกับ Nakamoto ที่นาย Wright ได้เปิดเข้าดูย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2008 เป็นเวลา 6 เดือนก่อนที่ Whitepaper จะถูกเผยแพร่ออกมา

Nakamoto ถูกมองว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ Adam Smith ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ซึ่ง Nakamoto ได้เขียนถึงเรื่องเงินที่มีความสัตย์จริงเอาไว้ ซึ่งนาย Wright ก็ได้ออกมากล่าวอ้างว่าเขามีลักษณะนิสัยบางอย่างที่คล้ายคลึงกับ Nakamoto เป็นอย่างมาก

“Nakamoto เป็นคนค่อนข้างตรงไปตรงมาและเงียบ ๆ แต่มีความอดทนเป็นอย่างมาก และผมก็คิดว่ามันฟังดูเหมือนผมเลย [หัวเราะ]”

ทั้งนี้ผู้สร้าง Bitcoin ที่แท้จริงมีการถือครอง Bitcoin อยู่ประมาณ 1 ล้าน BTC (7.1 พันล้านดอลลาร์ในเวลานี้) ซึ่งเราก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเขาคือใคร ในขณะเดียวกันชายคนหนึ่งชื่อ Dorian Nakamoto ก็เริ่มเข้ามาในสป็อตไลท์หลังจากที่นักข่าว Leah McGrath Goodman ได้ออกมาให้ข่าวว่าชายผู้นี้อาจเป็น Satoshi ตัวจริงก็เป็นได้…

ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 7,400 ดอลลาร์อย่างรุนแรง หลังร่วงแตะจุดต่ำสุดของปี 2019

หลังร่วงแตะจุดต่ำสุดของปี

หลังร่วงแตะจุดต่ำสุดของปี 2019

ดูเหมือนว่าราคาของ Bitcoin นั้นจะเกิดการเด้งขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากที่ร่วงทำจุดต่ำสุดในปี 2019 ไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลทำให้นักลงทุนนั้นเริ่มที่จะใจชื้นมาขึ้นแล้ว

หลังร่วงแตะจุดต่ำสุดของปี

พุ่งทะลุ 7,400 ดอลลาร์อย่างรุนแรง หลังร่วงแตะจุดต่ำสุดของปี 2019

กราฟจาก TradingView บน Bitfinex นั้นเผยให้เห็นถึงการร่วงลงของราคา Bitcoin ไปที่ระดับ 6,400 ดอลลาร์ ขึ้นไปที่ระดับ 7,400 ดอลลาร์อย่างรวดเร็วในช่วงเมื่อวานนี้

ดูเหมือนว่าราคาของ Bitcoin นั้นจะได้ทำจุดต่ำสุดในปี 2019 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมพอดี เหมือนกับตอนปี 2018 ที่ผ่านมาตอนที่ราคาของ Bitcoin นั้นได้ร่วงลงไปที่ระดับ 3,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะกลับตัวพุ่งขึ้นมาเป็นขาขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้

ทว่าอย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าลักษณะของการเคลื่อนไหวของราคาในขณะนี้จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับของปี 2019 หรือไม่ ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไป

ในขณะเดียวกัน ราคา Bitcoin บนเว็บกระดานซื้อขายสัญชาติไทยอย่างเช่น Bitkub นั้นก็ได้มีการปรับตัวขึ้นด้วยเช่นกัน โดยได้พุ่งไปแตะราคาที่ 221,690 บาทเมื่อตอน 6 โมงเช้าที่ผ่านมา หลังจากที่ร่วงลงไปแตะ 196,001 บาทเมื่อวานนี้ตอนเวลาประมาณสองทุ่ม

ส่วนเว็บ Satang Pro นั้นก็ได้มีการปรับตัวของราคาด้วยเช่นกัน โดยได้พุ่งจากระดับราคา 2 แสนบาทขึ้นไปอยู่ที่ 221,000 บาท ในช่วงเวลาเดียวกัน…

โวลุ่มเทรด Bitcoin และ Bolivars ของประเทศเวเนซุเอลา ทะลุจุดสูงสุดตลอดกาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ของประเทศเวเนซุเอลา

โวลุ่มเทรด Bitcoin และ Bolivars ของประเทศเวเนซุเอลา ทะลุจุดสูงสุดตลอดกาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ปริมาณการซื้อขายเหรียญ Bitcoin กับคู่แลกเปลี่ยนอย่างสกุลเงิน Bolivars ของประเทศเวเนซุเอลาบนแพลตฟอร์มการซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่าง LocalBitcoins นั้นได้เพิ่มขึ้นทะลุจุดสูงสุดตลอดกาลแล้วเป็นที่เรียบร้อยท่ามกลางสถานการณ์เงินเฟ้ออย่างรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ภายในประเทศ

ของประเทศเวเนซุเอลา

ข้อมูลดังกล่าวนั้นได้อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลในชื่อ “Coin Dance” โดยข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าปริมาณการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มแบบ Peer-to-peer ในชื่อ LocalBitcoins นั้นสูงถึง 2.09 แสนล้าน Bolivars เลยทีเดียวในช่วงปลายสัปดาห์ที่สองของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

โวลุ่มเทรด Bitcoin และ Bolivars ของประเทศเวเนซุเอลา ทะลุจุดสูงสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้แล้วเมื่อพิจารณาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายดังกล่าวนั้นได้เริ่มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยได้เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสัปดาห์ก่อนนี้นั่นเอง ซึ่งเป็นการล้มสถิติเดิมที่ 2.05 แสนล้าน Bolivars

ของประเทศเวเนซุเอลา

อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน เมื่อพิจารณาปริมาณการซื้อขายของตัวเหรียญเพียงอย่างเดียวบนแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นยังคงพบว่าปริมาณดังกล่าวนั้นไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นจนสามารถทำลายสถิติเดิมได้แต่อย่างใด ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งนั้นมาจากการที่สกุลเงิน Bolivars นั้นยังคงมีมูลค่าที่ลดลงเรื่อยๆอีกด้วย

ปริมาณการซื้อขายเหรียญบนแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นแตะจุดสูงสุดที่ 2,000 เหรียญในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นต้นมาปริมาณการซื้อขายบนแพลตฟอร์มก็ได้ลดลงเรื่อยๆโดยมีปริมาณการซื้อขายต่ำสุดที่ 433 เหรียญในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงสัปดาห์ก่อนนี้ปริมาณการซื้อขายของเหรียญ Bitcoin บนแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นอยู่ที่ 637 เหรียญซึ่งมีมูลค่าที่ 2.05 ล้าน Bolivars หรือคิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์ที่ 4.4 ล้านดอลลาร์นั่นเอง

นอกจากนี้แล้วการเปลี่ยนแปลงทางด้านปริมาณการซื้อขายบนแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นยังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ของการโปรโมทเหรียญคริปโตของทางรัฐบาลซึ่งเหรียญดังกล่าวนั้นได้ตั้งอยู่บนกองทุนสำรองซึ่งคือน้ำมันนั่นเอง โดยเหรียญดังกล่าวนั้นอยู่ในชื่อ Petro (PTX) นั่นเอง

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวนั้นคือการที่ทางรัฐบาลของประเทศเวเนซุเอลานำโดยประธานาธิบดีอย่างนาย Nicolas Maduro นั้นได้ประกาศว่าจะดำเนินการจ่ายเหรียญ Petro ให้แก่เหล่าผู้สูงอายุซึ่งเกษียนแล้วและลูกจ้างของรัฐบาลในฐานะเป็นของขวัญวันคริสต์มาสเป็นจำนวนครึ่งเหรียญต่อคนอีกด้วย นอกจากนี้แล้วทางรัฐบาลยังได้มีการประกาศเพิ่มเติมถึงการตัดการสนับสนุนกองทุนของเหรียญดังกล่าว โดยเป็นการลดการให้การสนับสนุนจาก 5 พันล้านบาเรลล์ เหลือเพียงแค่ 30 ล้านบาเรลล์เท่านั้นอีกด้วย

หรือจะถึงขาลงของจริงแล้ว? นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ Bitcoin มากขึ้นเรื่อย ๆ

นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ

นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ Bitcoin มากขึ้นเรื่อย ๆ

เหรียญแนวหน้าของตลาดคริปโตอย่าง Bitcoin นั้นได้มีมูลค่าลดลงในช่วงวันที่ผ่านมานี้อีกครั้ง โดยได้มีการพยายามกลับตัวขึ้นของราคาในช่วงกลางวันที่ผ่านมาไปอยู่ที่ 7,131.99 ดอลลาร์ เป็นการปรับตัวขึ้นกว่า 1.2% แต่ทั้งนี้เหรียญดังกล่าวก็ไม่สามารถดันราคาให้พ้นช่วงดังกล่าวไปได้ ราคา BTC นั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.31% เท่านั้นกลับมาเทรดกันอยู่ที่ราคา 7,133 ดอลลาร์

นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ

การเปลี่ยนแปลงในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ยังคงส่งผลให้ช่วงราคาของเหรียญอยู่ในช่วงคงตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคานั้นไม่หวือหวามากนักระหว่างช่วงของการรอคอยสำหรับการมาถึงของการกลับตัวครั้งต่อไป

นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ Bitcoin มากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ชัดเจนจากกราฟในช่วงวันจันทร์นั้นคือการที่เหล่านักลงทุนนั้นไม่มีการเข้าซื้อเหรียญในช่วงราคาสูงสุดของคาบเวลานั้น ๆ เช่นในกรอบของช่วง 7,200 ดอลาาร์ จนถึง 7,500 ดอลลาร์ อีกทั้งนักลงทุนยังไม่ต้องการที่จะซื้อขายช่วงก่อนการปิดตลาดในกรอบราคาต่ำสุดของคาบเวลาดังกล่าวที่ 7,000 ดอลลาร์อีกด้วย ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ได้ส่งผลให้ Bitcoin นั้นถูกซื้อขายอยู่ในกรอบราคาที่แคบด้วยปริมาณการซื้อขายที่น้อยลงเรื่อย ๆ อีกด้วย

นักลงทุนต่างทยอยเลิกซื้อเหรียญ

นอกจากนี้แล้วหากพิจารณากราฟด้านบนนี้จะเห็นเส้นรูปแบบการก่อตัวของสามเหลี่ยมแบบสมมาตรซึ่งการเปลี่ยนแปลงของกราฟราคานั้นเกิดขึ้นอยู่ภายในกรอบสามเหลี่ยมดังกล่าว ตามมาด้วยเส้นแนวโน้มทิศทางราคาทั้งสองเส้นบนกราฟโดยที่ช่วงราคาซื้อขายนั้นกำลังท้ายทายเส้นแนวโน้มด้านล่างในฐานะแนวรับของราคา โดยมีเส้นแนวโน้มด้านบนเป็นแนวต้านนั่นเอง

โดยการเปลี่ยนแปลงของช่วงราคาที่ต่ำลงกว่าเส้นแนวรับดังกล่าวในช่วงปิดตลาดนั้นจะส่งผลให้ราคานั้นดิ่งลงมามากกว่าเดิมโดยอยู่ในช่วงกรอบสีแดงตามที่เห็นบนกราฟด้านบนนั่นเอง นอกจากนี้ยังจะเป็นการเปิดโอกาสสำหรับช่วงขาลงเพิ่มเติมที่เหล่านักเทรดจะทำการเปิดรับซื้อเหรียญรอในช่วงราคาที่ 6,500 ดอลลาร์ซึ่งเป็นเพดานของกรอบราคาสีแดงดังกล่าวและในขณะเดียวกันหากช่วงราคากลับตัวจากแนวรับขึ้นมาได้อาจส่งผลให้นักลงทุนได้เปิดการขายเหรียญออกที่ราคาของช่วงแนวต้านที่ 7,500 ดอลลาร์นั่นเอง

สำหรับในกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้นนั้น เหรียญดังกล่าวนั้นก็ยังคงเคลื่อนไปในทิศทางขาลงซึ่งอาจส่งผลให้ราคาลงไปแตะที่ช่วง 6,000 ดอลลาร์ได้ โดยหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือการที่เงินจากการลงทุนใหม่ ๆ นั้นได้ไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตน้อยลง อีกทั้งเหล่านักลงทุนยังได้ทำการถอนทุนออกจากสินทรัพย์คริปโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงระหว่างสถานการณ์การตกลงสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศจีนและสหรัฐฯ รวมทั้งสถานการณ์อย่าง Brexit ได้จบลง ซึ่งในช่วงไม่นานที่ผ่านมานี้ตลาดตราสารหนี้ระดับโลกนั้นได้ปิดตลาดลงทะลุจุดสูงสุดหลังจากที่ทั้งสองประเทศได้มีการตกลงในสัญญาบางส่วนเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ตลาดสำหรับตราสารหนี้จากทางฝั่งสหราชอาณาจักรนั้นยังได้มีมูลค่าที่สูงขึ้นหลังจากที่นาย Boris Johnson ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมของอังกฤษนั้นได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอีกด้วย

นอกเหนือจาก Bitcoin แล้ว ตลาดสินทรัพย์อื่น ๆ ในรูปแบบเดียวกันยังได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เนื่องจากเหล่านักลงทุนได้หันไปหาตลาดสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนได้มากขึ้นจากสภาวะของความเสี่ยงภายในตลาดโดยรวมที่ต่ำลง (Risk-on) รวมทั้งตลาดสินทรัพย์อย่างทองคำ หรือสกุลเงินอย่างเงินเยนของประเทศญี่ปุ่น หรือแม้แต่พันธบัตรของกระทรวงการคลังของสหรัฐ ฯ ซึ่งมีอายุในการไถ่ตั้งแต่สิบปีขึ้นไปเป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสินทรัพย์ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามในขณะนี้ทุกคนต่างจับตารอคอยการ Halving ที่กำลังจะมาถึงในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งรางวัลจากการขุดเหรียญ Bitcoin นั้นจะลดลงจาก 12.5 BTC ไปสู่ 6.25 BTC ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่ทำให้การขุดยากขึ้นนั้นจะทำให้มูลค่าของมันนั้นสูงขึ้นได้นั่นเอง

Cardano เปิดตัว Testnet ใหม่ มีเหรียญ Ada ที่ถูก Stake แล้ว 17%

มีเหรียญ

มีเหรียญ Ada ที่ถูก Stake แล้ว 17%

Carnado เปิดทดลองให้ใช้ Testnet สำหรับการ Stake เหรียญแล้วซึ่งตอนนี้ได้มีผู้เข้าร่วมทดสอบเครือข่ายแล้วทำการ Stake เหรียญแล้วกว่า 5.4 พันล้าน ADA หรือประมาณ 17% ของเหรียญที่หมุนเวียน
อยู่ในระบบทั้งหมด ทางด้าน IOHK ก็ได้ออกมาประกาศอีกด้วยว่ามี Staking Pool ที่ให้บริการแล้วกว่า 120 แห่งนับแต่วันแรกที่เริ่มเปิดตัวเครือข่ายทดลองนี้และในอนาคตจะเพิ่ม Staking Pool เป็น 1,000 แห่ง

มีเหรียญ

Testnet ใหม่ มีเหรียญ Ada ที่ถูก Stake แล้ว 17%

อย่างไรก็ตามแม้ Pool ส่วนใหญ่จะดำเนินการโดย IOHK แต่มันก็มี Pool รายอื่นที่ดำเนินการโดยอิสระเช่นกันซึ่งมันเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับ Cardano หากดูจาก Roadmap ของ Cardano แล้วจะเห็นว่าทาง Cardano วางแผนจะสร้าง Pool ให้ได้ถึง 1,000 Pool

ตัวเลขของการ Staking
อ้างอิงข้อมูลของ PoolTool แล้วจะเห็นว่าผู้ถือ Cardano ได้ทำการ Stake เหรียญไปแล้วกว่า 5.4 พันล้าน ADA หรือประมาณ 17% ของเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ในระบบทั้งหมด ซึ่งหากมันเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมเครือข่ายเพิ่มมากขึ้นกว่า 10% ต่อปี หากดูจากข้อมูลการคำนวณผลกำไรของ Cardano แต่ค่าธรรมเนียมก็ส่งผลต่อผลกำไรเช่นกัน

แต่ข้อมูลตัวเลข 17% นี้ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ดีมากทีเดียว ส่วนของ Blockchain รายอื่น ๆ เช่น TRON และ Qtum และ Tezos มีอัตราที่สูงกว่านี้ ประมาณ 70% ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีผู้เข้าร่วมเครือข่ายมากกว่าของ Cardano

อีกไม่นานจะเปิดตัว Mainnet ออกมา
อย่างที่ได้กล่าวไปว่าทาง Cardano นั้นเปิดตัว Testnet ที่ให้ผู้เข้าร่วมทำการ Staking อยู่เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา และมีผู้เข้าร่วมเครือข่ายจำนวนนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากทีเดียว ทั้งนี้ทาง Cardano ก็ได้ออกมาเผยว่าจะเปิดตัว Mainnet ออกมาเมื่อตัว Shelly ให้บริการแล้วประมาณในช่วงต้นปี 2020 เราก็ต้องรอดูว่าตัว Shelley mainnet นี้จะทำให้ผู้ใช้งานเข้ามาในเครือข่าย Cardano มากขึ้นหรือไม่

สวีเดนไม่น้อยหน้าจีน เตรียมเปิดตัวเหรียญ Cryptocurrency ของตัวเองในเร็ว ๆ นี้

เตรียมเปิดตัวเหรียญ

เตรียมเปิดตัวเหรียญ Cryptocurrency

เตรียมเปิดตัวเหรียญ

ดูเหมือนว่าตอนนี้หลาย ๆ ประเทศกำลังให้ความสนใจกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางเป็นอย่างมาก หลังจากที่จีนได้ประกาศสร้างสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตัวเอง

โปรเจค E-krona
เมื่อเร็ว ๆ นี้ธนาคารกลางของประเทศสวีเดนได้ลงนามในข้อตกลงกับบริษัทบริการข้ามชาติเพื่อเริ่มทดสอบโปรเจคนำร่อง E-krona ของ CBDC รายงานระบุว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาระยะยาวที่จะดำเนินการตั้งแต่ปีนี้ถึงช่วงสิ้นปีหน้า

สวีเดนไม่น้อยหน้าจีน เตรียมเปิดตัวเหรียญ Cryptocurrency ของตัวเองในเร็ว ๆ นี้

ธนาคารกลางของสวีเดนได้แถลงการณ์เพิ่มเติมว่า :

“วัตถุประสงค์หลักของโปรเจคนำร่อง e-krona คือการเพิ่มความเข้าใจของธนาคารเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีสำหรับ e-krona”

ปัจจุบันการใช้เงินสดเริ่มลดลงในประเทศสแกนดิเนเวีย ซึ่งได้กระตุ้นให้ธนาคารกลางเริ่มศึกษาทางเลือกของสกุลดิจิทัลในปี 2017

การเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง Accenture จะเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงิน โดยการสร้างอินเตอร์เฟซของผู้ใช้งานที่ช่วยให้สามารถทำธุรกรรมสกุลเงิน e-krona ผ่านบัตรเครดิตและสมาร์ทโฟนได้ อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันใด ๆ จากธนาคารว่าจะมีการใช้ e-krona ในเร็ว ๆ นี้

ผู้ใช้ทวีตเตอร์นาม ‘Rhythm Trader’ ซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์อุตสาหกรรมคริปโตอยู่เสมอก็รู้สึกตื่นเต้นในเรื่องนี้ไม่แพ้กัน โดยเขากล่าวว่า “สกุลเงินดิจิทัลนั่นเป็นการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในยุคของเรา” แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่า Bitcoin จะเป็นสกุลเงินดิจิทัลหนึ่งเดียวเท่านั้น

 เตรียมเปิดตัวเหรียญ

Crypto ETP ได้รับการอนุมัติแล้ว
สวีเดนนั่นเป็นมิตรต่อสินทรัพย์คริปโตมากกว่าประเทศอื่น ๆ โดยในสัปดาห์นี้ทาง Swedish Financial Supervisory Authority (SFSA) ได้อนุมัติ crypto etp ของผู้ให้บริการ Amun แล้ว อ้างอิงจากการประกาศของบริษัท

Amun เป็นผู้ออกหลักทรัพย์รายแรกที่ได้รับอนุมัติ crypto exchanged-traded product (ETP)

โดยนาง Ophelia Snyder ประธานของบริษัท Amun ได้กล่าวเสริมว่า :

“ภารกิจของเราคือ การช่วยให้นักลงทุนได้รับความปลอดภัยมากขึ้น , ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นและลงทุนในสินทรัพย์คริปโตได้ง่ายมากขึ้นผ่าน crypto etp ของเรา เราตระหนักดีว่ากรอบการกำกับดูแลของสวีเดนได้รับการสนับสนุนมาตรการดังกล่าวและเรายินดีที่จะตอบรับการพิจารณาของพวกเขา”

นอกจากนั้นแล้วบริษัทยังวางแผนที่จะเสนอผลิตภัณฑ์ crypto-asset Exchange Traded Products (ETPs) ไปยังสหภาพยุโรปอีกด้วย

ปัจจุบันสวีเดนนั่นเป็นประเทศล่าสุดที่ได้มีการวิจัยและพัฒนา CBDC โดยเมื่อวานนี้มีรายงานว่าธนาคารกลางของเกาหลีใต้ได้เริ่มจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนแล้ว ในขณะเดียวกันวันก่อนก็มีรายงานว่าสาธารณรัฐลิทัวเนียเพิ่งตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้สำหรับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาธนาคารกลางของญี่ปุ่นก็ได้เปิดเผยว่าพวกเขากำลังมีการสำรวจกฎหมายของการออกสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งหลังจากที่จีนได้ประกาศตัวสร้างสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตัวเอง หลาย ๆ ประเทศต่างก็ไม่ยอมน้อยหน้าและได้เตรียมเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของพวกเขาเองเช่นกัน

แอพสำหรับช่วยขุด Bitcoin ที่ดีที่สุดในปี 2019

แอพสำหรับช่วยขุด

แอพสำหรับช่วยขุด Bitcoin

6 แอพสำหรับช่วยขุด Bitcoin ที่ดีที่สุดในปี 2019

หากคุณเป็นหนึ่งในแฟนตัวยงของการขุด Bitcoin แล้วล่ะก็ คุณจะต้องชอบบทความนี้อย่างแน่นอน โดยบทความนี้เราจะมานำเสนอเกี่ยวกับซอฟต์แวร์การขุด Bitcoin ที่ดีที่สุดใน
ปี 2019

1. ซอฟต์แวร์ขุดที่ดีที่สุด: CGMiner

แอพสำหรับช่วยขุด
CGMiner นั้นได้อยู่คู่กับอุตสาหกรรมการขุดคริปโตมาอย่างยาวนานและยังคงมีผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ด้วยฟีเจอร์และประสิทธิภาพที่แข็งแกร่ง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มันจะครองตำแหน่งซอฟต์แวร์ ขุด Bitcoin ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

CGMiner ถูกเขียนขึ้นมาด้วยภาษา C ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ขุดแบบ cross-platform ที่รองรับทั้งระบบปฏิบัติการณ์ Windows, Mac OS X , Linux และแพลตฟอร์มอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกันกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์แบบ FPGA และ ASIC ซึ่ง CGMiner นั่นเป็นแอพพลิเคชั่นที่สั่งการด้วย command line ที่มีการสังเกตุการณ์อย่างเต็มรูปแบบอาทิเช่น การควบคุมความเร็วพัดลมและความสามารถของสั่งการอินเทอร์เฟซจากระยะไกล รวมถึงตัวกำหนดเวลาของเครือข่ายที่สามารถปรับขนาดได้ โดยคุณสามารถปรับอัตราแรงขุดขนาดไหนก็ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเครือ
ข่ายของคุณจะช้าลง นอกจากนี้ CGMiner ยังช่วยไม่ให้มีการทำงานล่าช้าสำหรับบล็อกใหม่ โดย CGMiner จะกระจายการขุดไปในหลาย ๆ pool ด้วยกลไกอัจฉริยะ อีกทั้งยังมีเมนูการ
ตั้งค่าส่วนใหญ่เป็นแบบจัดการในทันทีทันใดอีกด้วย

2. ซอฟต์แวร์ขุดที่ใช้งานง่ายที่สุด : MultiMiner

แอพสำหรับช่วยขุด
หากคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังเริ่มขุด Bitcoin เป็นครั้งแรก คุณอาจจะมีความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับการขุด เนื่องจากยูทิลิตี้การขุดส่วนใหญ่จะใช้วิธีการสั่งการด้วย command line แต่ถึงกระนั้นก็มีเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยให้ การขุด Bitcoin ของคุณกลายเป็นเรื่องง่ายดายมากขึ้น

MultiMiner เป็น Desktop Application ที่เต็มไปด้วยฟีเจอร์ที่รองรับทั้งระบบปฏิบัติการณ์ Windows, Mac OS X และ Linux ซึ่งช่วยให้คุณสามารถสลับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์การขุด (เช่น ASICs, FPGAs) ระหว่างคริปโตเคอเรนซี่สกุลเงินต่าง ๆ ได้ (เช่น Litecoin, Bitcoin) โดยไม่ต้องใช้ความสามารถใด ๆ MultiMiner จะช่วยตรวจจับฮาร์ดแวร์การขุดที่มีอยู่เดิมและให้
คุณเลือกเหรียญที่คุณต้องการขุด นอกจากนี้ MultiMiner ยังมีฟีเจอร์ขั้นสูงอีกมากมายอาทิเช่น การตรวจจับอุปกรณ์เครือข่ายโดยอัตโนมัติและการตรวจสอบและควบคุมอุปกรณ์ขุดอื่น
ๆ จากระยะไกล (Remote)

MultiMiner เป็นโปรเจคซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์สที่สามารถใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ขุด ซึ่งรวมถึง Block Erupter, BFL / Bitforce และ HashBuster Micro

3. ซอฟต์แวร์ขุดที่ดีที่สุดสำหรับการปรับแต่งตั้งค่า : BFGMiner

แอพสำหรับช่วยขุด
หากคุณกำลังมองหาซอฟต์แวร์ขุด Bitcoin ที่สามารถปรับแต่งได้ คุณไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกลนอกจาก BFGMiner ซึ่งเป็นซอฟตแวร์ที่เขียนด้วยภาษา C โดยมันเป็นซอฟต์แวร์
การขุดแบบไดนามิกทั้งสองระบบระหว่าง FPGA และ ASIC นอกจากนี้มันยังมีความสามารถในการตรวจสอบและสั่งการอินเทอร์เฟซผ่านทางระยะไกลได้อีกด้วย

BFGMiner มีฟีเจอร์ stratum และ getwork proxy server มาให้พร้อมสรรพ รวมถึง threaded code มากมายที่จะช่วยดึงข้อมูลการทำงานและส่งข้อมูลการทำงานไปยัง threaded
ต่าง ๆ นอกจากนี้โปรแกรมยังรองรับโปรโตคอลการขุดแบบ ‘getblocktemplate’ แบบ decentralized mining protocol (แบบไม่มี proxy) และสามารถสร้างตารางการทำงานไว้ล่วง
หน้าได้อีกด้วย โดย BFGMiner จะมาพร้อมกับ watchdog thread ที่สามารถสั่งรีสตาร์ท threaded ที่ไม่ทำงานได้ อีกทั้งโปรแกรมยังช่วยสรุปข้อมูลสถิติการทำงานที่ต่อเนื่องและไม่
ต่อเนื่องของฮาร์ดแวร์ให้อีกด้วย ซึ่งหากมีการความผิดปกติใด ๆ ของอุปกรณ์โปรแกรมจะทำการแจ้งเตือนผู้ใช้งานทันที

ยิ่งไปกว่านั้น BFGMiner ยังมีโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์การขุดมากมายอาทิเช่น Drillbit Thumb & Eight , minfury USB stick miner และ Ztex’s FPGA boards นอกจากนี้ยังมีไดร
เวอร์รองรับอุปกรณ์สำหรับการขุดอัลกอริทึ่มของ scrypt อีกต่างหากอาทิเช่น GAW War Machine และ ZeusMiner

4. ซอฟต์แวร์ขุดแบบ Cross-Platform ที่ดีที่สุด : BitMinter

แอพสำหรับช่วยขุด
สิ่งที่ทำให้ BitMinter โดดเด่นกว่าซอฟต์แวร์ตัวอื่น ๆ ก็เพราะโปรแกรมนี้มี mining pool เป็นของตัวเองและมันยังเป็น pool ที่เก่าแก่ที่สุดอีกด้วย

BitMinter เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดหากคุณกำลังมองหาซอฟต์แวร์ขุด Bitcoin แบบ Cross-Platform ที่สามารถเข้ากันได้กับระบบปฏิบัติการณ์ Windows, Mac OS X และ Linux ซึ่ง Client ของ BitMinter นั่นใช้ Java Network Launch Protocol (JNLP) และไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้งโปรแกรมใด ๆ เพิ่มเติม นอกจากนี้โปรแกรมยังมี Graphical User Interface (GUI) ที่ง่ายต่อการใช้งาน ในขั้นตอนแรกของการใช้งานเพียงแค่คุณทำการลงทะเบียนไปยัง mining pool บนเว็บไซต์ของ BitMinter จากนั้นเว็ปก็จะให้สั่งให้คุณกำหนดการตั้งค่าฮาร์ดแวร์อุปการณ์ขุด ASIC ตามคำแนะนำ เพียงเท่านี้คุณก็พร้อมแล้วสำหรับการขุด

BitMinter จะรองรับอุปกรณ์ ASICs บางประเภท (บน mining pool) ซึ่งรวมถึง Butterfly Labs (ยกเว้น Monarch), Block Erupter USB (และฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ที่ใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์ของ Icarus ได้) , Chili, Red / Blue Fury และ Antminer U1 / U2

5. ซอฟต์แวร์ขุดที่มี GUI Front-End ดีที่สุด : EasyMiner

แอพสำหรับช่วยขุด
ปัจจุบันมี คริปโตเคอเรนซี่หลากหลายสกุลเงินและแต่ละสกุลเงินก็ใช้เครื่องมือการขุดที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามมันมีซอฟต์บางตัวที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นง่ายมากขึ้น

EasyMiner เป็นซอฟต์แวร์ขุดกราฟฟิกแบบโอเพ่นซอร์สที่ช่วยให้คุณสามารถขุดเหรียญ Bitcoin, Litecoin และคริปโตเตอเรนซี่ตัวอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย แถมยังรองรับการขุดผ่าน minerd, cudaminer, ccminer, cgminer และ ASIC อีกด้วย Bitcoin EasyMaker มาพร้อมกับโหมด “Moneymaker” ซึ่งจะทำการขุด LTC ใน stratum pool ของตัวเองเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีโหมด “Solo” ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกขุด pool ของตัวเองได้อีกด้วย รวมถึงการปรับแต่งอัลกอริทึมการขุดที่สามารถกำหนดได้เองและสอดคล้องกับเหรียญที่คุณต้องการ ซึ่ง EasyMiner ได้ใช้โปรโตคอลของ NHIL (Network Hardware ID Layer) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับโครงสร้าง stratum pool และโครงสร้างกระเป๋าเงินวอเล็ท

แต่น่าเสียดายที่ EasyMiner รองรับการใช้งานเฉพาะระบบปฏิบัติการณ์ Windows เท่านั้น

6. ซอฟต์แวร์จัดการเครื่องขุดที่ดีที่สุด : Awesome Miner


ซอฟต์แวร์ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้นสามารถใช้งานได้ดีถ้าหากว่าคุณมีเครื่องขุดเพียงเครื่องเดียว แต่สำหรับการจัดการเครื่องขุดหลายเครื่องและมีประเภทของเครื่องขุดที่แตกต่างกัน (เช่น ASICs, FPGAs) คุณควรต้องมีซอฟต์แวร์บางอย่างที่แข็งแกร่งกว่านี้และเราขอเสนอให้คุณใช้ Awesome Miner

ด้วยฟีเจอร์การจัดการเหมืองแบบรวมศูนย์ Awesome Miner สามารถรองรับเครื่องขุดได้มากถึง 25 ประเภทอาทิเช่น cgminer, bfgminer, xmrig, srbminer และ sgminer นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับอัลกอริทึมการขุดที่ได้รับความนิยมอย่างเช่น SHA-256, Scrypt, X11, Ethereum และ Zcash อีกทั้งยังคุณสามารถเพิ่มหรือสลับเปลี่ยน pool การขุดด้วยการสั่งการเพียงครั้งเดียว โดยแดชบอร์ดจะครอบคลุมการขุดทั้งหมดของ Awesome Miner อาทิเช่น สถานะการทำงานของเครื่องขุดและอุณหภูมิของเครื่องขุด นอกจากนี้โปรแกรมยังมีสคริปต์ภาษา C # ในตัวอีกด้วย ซึ่งช่วยให้คุณสามารถกำหนด triggers และ actions เองได้ ยิ่งไปกว่านั้นคุณยังสามารถตั้งค่าการเข้าถึง API และกำหนดการตั้งค่า pools เริ่มต้นสำหรับเครื่องขุด ASIC ทั้งหมดของ Bitmain Antminer ได้อีกด้วย เพียงแค่สั่งดำเนินการเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม Awesome Miner นั่นรองรับการใช้งานเฉพาะระบบปฏิบัติการณ์ Windows เท่านั้น แต่ถึงกระนั้นมันยังมีเว็ป front-end ที่รองรับเข้าถึงได้จากคอมพิวเตอร์ , แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน

ตลาดขาขึ้นรอบนี้อาจผลักให้ราคา BTC พุ่งสู่ระดับ $400,000 กล่าวโดย CEO ของ Morgan Creek

กล่าวโดย

ตลาดขาขึ้นรอบนี้อาจผลักให้ราคา BTC พุ่งสู่ระดับ $400,000 กล่าวโดย CEO ของ Morgan Creek

กล่าวโดย

จากการคาดการณ์ราคา Bitcoin ที่อาจเพิ่มสูงขึ้นแตะตัวเลขหกหลัก ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงต้นแบบพลังงานของ Cardano ซึ่งนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกคริปโต

Bitcoin
CEO ของ Morgan Creek Capital Management กล่าวว่าเขาเชื่อว่าพื้นฐานของ Bitcoin จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของคริปโตเคอเรนซี่ชั้นนำตัวอื่น ๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ราคา BTC พุ่งสู่ระดับ $400,000 กล่าวโดย CEO ของ Morgan Creek

ในระหว่างการสัมภาษณ์กับ Business Insider นาย Mark Yusko กล่าวว่าจำนวนผู้ใช้บนเครือข่ายและจำนวนกระเป๋าเงิน Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นนั่นเป็นกุญแจสำคัญ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Blockchain.com ที่เผยให้เห็นถึงจำนวนกระเป๋าเงิน Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2019 จาก 31,422,703 กระเป๋าในช่วงต้นปีไปเป็น 44,207,970 กระเป๋าในขณะปัจจุบัน

นาย Yusko ยังกล่าวอีกว่าเขาเชื่อว่า Bitcoin จะเป็นสกุลเงินทางเลือกที่สามารถทำงานร่วมกับเงินเฟียตได้ โดยเขาได้เปรียบเทียบ Bitcoin จำนวน 21 ล้านเหรียญที่มีอยู่อย่างจำกัดกับการพิมพ์เงินของรัฐบาลทั่วโลกที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

ในระยะยาวนาย Yusko คาดการณ์ว่ากราฟรูปโค้งหรือพาราโบลาครั้งใหม่ของ Bitcoin จะเกิดขึ้นภายในช่วงปี 2021 และกล่าวว่าตัวเลขนี้สามารถเพิ่มขึ้นได้อีกสี่ถึงห้าเท่าภายในปี 2030

“นับตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงปี 2021 พวกเขาจะได้เห็น Bitcoin ที่ระดับ $100,000 ภายในปี 2025 เรามีแนวโน้มที่จะได้เห็น Bitcoin ที่ระดับ $ 250,000 และบางครั้งในปี 2030 เราอาจจะเห็น Bitcoin ที่ระดับ $ 400,000 หรือ $ 500,000 เมื่อมันเริ่มมีความเท่าเทียมกับทองคำ”

ปัจจุบัน Morgan Creek Capital มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการอยู่ที่ราว ๆ 1.5 พันล้านดอลลาร์

บริษัทได้เปิดตัว Morgan Creek Digital ในปี 2018 เพื่อจัดหาคริปโตเคอเรนซี่ให้กับนักลงทุนในระดับสถาบันและการลงทุนในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคริปโตและบล็อกเชน

Ripple และ XRP
เว็ปเทรดคริปโต Luno กำลังได้ทำการสำรวจเหรียญ XRP และเตรียมเพิ่มเข้ามาในแพลตฟอร์มของพวกเขา

นาย David Low ผู้จัดการทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสามของตลาดกำลังเตรียมที่จะเปิดตัวในช่วงต้นปีหน้านี้ อ้างอิงรายจาก The Malaysian Reserve นอกจากนี้เขายังได้อ้างถึงความพยายามของ Ripple ในการใช้สินทรัพย์คริปโตเพื่อส่งเงินข้ามพรมแดนอีกด้วยว่า :

“มันเป็นไปได้อย่างแน่นอนและเรากำลังพยายามสำรวจมันอยู่ในขณะนี้ แต่ตอนนี้มันจะยังไม่ถูกลิสอยู่ใน Luno Ripple ยังมีกรณีการโอนเงินอื่น ๆ มากมาย ซึ่งเรารู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องการแนะนำมันให้กับชาวมาเลเซีย เนื่องจากมันจะช่วยให้ผู้คนบนแพลตฟอร์มสามารถเข้าถึงและเรียนรู้เกี่ยวกับมันได้ และหาวิธีใหม่ ๆ ในการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อประโยชน์ของพวกเขา”

Luno เป็นหนึ่งในสามเว็ปเทรดที่ได้รับอนุญาตให้ขายทรัพย์สินดิจิทัลภายในประเทศ

Cardano
นาย Charles Hoskinson บิดาผู้สร้างเหรียญ Cardano กำลังโปรโมทต้นแบบพลังงานต่ำตัวใหม่ ซึ่งเขาอ้างว่ามันสามารถช่วยให้เครือข่ายใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

‘The Cardano Rock’ ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนสามารถเรียกใช้ staking nodes บน Cardano โดยมันจะทำงานบนระบบปฏิบัติการ Linux และจะใช้พลังไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ $ 30 ต่อปีเท่านั้น

นาย Hoskinson กล่าวว่าอุปกรณ์นี้จะมุ่งเน้นในเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ Cardano blockchain

“ระบบปฏิบัติการโซเชียลระดับโลกที่มีผู้ใช้และธุรกรรมกว่าหลายพันล้านรายการจะใช้พลังงานไฟฟ้าเพียง 10 กิโลวัตต์เท่านั้น ซึ่งนี่คือพลังของ Cardano”