Suspendisse Efficitur Fringilla
Felis non dui efficitur suscipit. Nulla gravida dolor quis tellus mattis, vel viverra risus tincidunt. Quisque in luctus lorem.
Commodo Cursus Odio
Morbi lectus mi, molestie et blandit ut, finibus a est. Nullam at ligula in urna mollis dictum. Nullam aliquam pulvinar.
Vestibulum Vitae Dictum
Etiam eu sem pretium, sodales nulla in, elementum lacus. Vestibulum vitae elit dictum, pellentesque massa sed.
Nullam Aliquam Pulvinar
Tellus mattis vel viverra risus tincidunt. Quisque in luctus lorem ut finibus a est molestie et blandit vitae elit dictum.

Monthly Archives: มกราคม 2020

Archive of posts published in the specified Month

จับตาดู การแยกตัวของอังกฤษจากยุโรปพรุ่งนี้จะส่งผลต่อราคา Bitcoin หรือไม่

การแยกตัวของอังกฤษจากยุโรปพรุ่งนี้จะส่งผลต่อราคา

การแยกตัวของอังกฤษจากยุโรปพรุ่งนี้จะส่งผลต่อราคา Bitcoin

ประเด็นการ Brexit ของฝั่งยุโรปมีการถกเถียงมาเป็นปีๆ และในวันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่เกิดการ Brexit จริงๆ แล้วซึ่งทำให้สังคมมองว่าเหตุการณ์ Brexit นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ แต่มันจะส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตหรือไม่?

หลังจาก 4 ปีที่ได้มีการเจรจา ถกเถียงระหว่างสหภาพยุโรปกับอังกฤษเพื่อที่จะหาทางออกในเรื่องนี้ให้ดีที่สุด จนกระทั่งอังกฤษวางแผนที่จะสร้างเหรียญ Brexit ออกมาแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วย ซึ่งการ Brexit นี้จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ทั้งสำหรับสหภาพยุโรปและอังกฤษ ประเทศอังกฤษก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนสีหนังสือเดือนทางมาเป็นสีน้ำเงินทองด้วย ซึ่งมันไม่ได้เห็นเล่มหนังสือเดินทางแบบนี้มาตั้งแต่ปี 1912 แล้ว

การแยกตัวของอังกฤษจากยุโรปพรุ่งนี้จะส่งผลต่อราคา Bitcoin

หลังจากการ Brexit พลเมืองชาวอังกฤษยังคงสามารถทำงานและอยู่อาศัยในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปได้ ซึ่งรัฐบาลก็กำลังหารือให้มีการค้าเสรีระหว่างอังกฤษกับสหภาพยุโรปอยู่ ส่วนนักเทรดในตลาดคริปโตก็กำลังหารือว่ามันควรที่จะเข้าซื้อหรือถอนเงินออกจากตลาดคริปโตดี

นักเทรดชื่อดัง Big Cheds ก็ได้ออกมาโพสต์กราฟว่า BTC, LTC และ BCH นั้นส่งสัญญาณตลาดขาลงอยู่บ้าง และนักเทรดอีกคน Crypto Dog ก็มองว่ามันมีสัญญาณขาลงบนกราฟแท่งเทียน BTC

การแยกตัวของอังกฤษจากยุโรปพรุ่งนี้จะส่งผลต่อราคา

ในวันพรุ่งนี้การ Brexit ของอังกฤษถือเป็นสัญลักษณ์มากกว่าซึ่งคาดว่าอาจจะยังไม่ได้ส่งผลอะไรต่อตลาดในช่วงแรกๆ อีกทั้งกว่า 11 เดือนที่ทางเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรจะทำการหารือรายละเอียดเกี่ยวกับการอยู่อาศัย, การค้า,การดูแลสุขภาพ, บำนาญ, ใบขับขี่และด้านอื่น ๆ หลังจากที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกภาพสหภาพยุโรปไป

ตลาดคริปโตอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากเหตุการณ์นี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าการเจรจาการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเป็นไปอย่างราบรื่นหรือไม่

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรปกล่าวว่าช่วงเวลา 11 เดือนนั้นยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณที่หลังจากที่อังกฤษหยุดบริจาคเงินให้สหภาพ แต่คาดว่าพลเมืองอาจจะไม่ได้รู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นจนกว่าจะมีการเจรจาการค้าเสรีสำเร็จ

ประเด็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการก่ออาชญากรรมและผู้ก่อการร้ายที่จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหานี้

โดยภาพรวมเริ่มต้นปี 2020 ตลาดคริปโตยังคงมีสัญญาณขาขึ้นอยู่ และอาจเป็นไปได้ที่ Brexit จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดันใหราคาคริปโตขึ้น ในตอนนี้มูลค่าตลาดรวมทั้งหมดมีมูลค่า 262 พันล้านดอลลาร์ซึ่งการ Brexit อาจทำให้มีการเทเงินเข้าสู่ตลาดที่มีความปลอดภัยมากขึ้นได้…

ราคาเหรียญฝีมือคนไทย Zcoin พุ่งทะลุ 7 ดอลลาร์ ทำสถิติใหม่อีกครั้ง

ทำสถิติใหม่อีกครั้ง

ทำสถิติใหม่อีกครั้ง

ราคาเหรียญ Zcoin (XZC) ในวันนี้มีราคาได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ราคาเพิ่งได้ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 4 ดอลลาร์ไปเมื่อไม่นานมานี้

เหรียญ Zcoin (XZC) เป็นเหรียญของคนไทยที่มีการพัฒนาโดยคุณ ปรมินทร์ อินโสม โดยนอกจากเขาจะเป็นผู้ก่อตั้งเหรียญ Zcoin แล้วเขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเว็บเทรดคริปโตในไทยอย่าง Satang Pro อีกด้วย เหรียญ Zcoin ได้เข้าตลาดมาในช่วง Bull run ปี 2017 ซึ่งตอนนั้นราคาของเหรียญได้พุ่งสูงแตะระดับ 240 ดอลลาร์เลยทีเดียว

ราคาเหรียญฝีมือคนไทย Zcoin พุ่งทะลุ 7 ดอลลาร์ ทำสถิติใหม่อีกครั้ง

เมื่อดูจากกราฟราคา XZC/USD บน Tradingview จะเห็นได้ว่าในช่วงเมื่อวานนี้ราคาได้เริ่มพุ่งทยานจากระดับ 5.3 ดอลลาร์ไปแตะระดับที่ 7.7 ดอลลาร์ในเช้าวันนี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 35.33% หรือราว ๆ 2.2 ดอลลาร์ ในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น

ในขณะที่รายงานอยู่นี้เหรียญ Zcoin (XZC) มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 7.39 ดอลลาร์ โดยมีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ 69,136,037 ดอลลาร์ และมีมูลค่าการซื้อขายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาอยู่ที่ 23,339,582 ดอลลาร์ อ้างอิงข้อมูลจาก Coinmarketcap

ท่ามกลางราคาเหรียญคริปโตตัวอื่น ๆ ที่ได้ลดราคาลงราว ๆ 1 % ในวันนี้ เช่น Bitcoin , Ethreum , Litecoin , XRP , Bitcoin SV , TRX และ Bitcoin Cash

โดยล่าสุดทางคุณ ปรมินทร์ อินโสม ได้มีการเปิดเผยข้อมูลก่อนหน้านี้ว่าเขากำลังจะทำการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา 2 บริษัท แต่ทว่ายังไม่ขอบอกระเอียดใด ๆ ในช่วงเวลานี้ ซึ่งการพุ่งขึ้นของราคาในวันนี้ เป็นไปได้ว่ามันอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัท แต่ถึงกระนั้นเราจะก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเหรียญ Zcoin จะมีเซอร์ไพรสอะไรให้เราว้าวอีกในอนาคต…

ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นกว่า 1,200 ดอลลาร์ ใน 3 วัน หรือว่า BTC กำลังจะพุ่งแตะ 10,000 ในเร็วๆนี้

ในเร็วๆนี้

BTC กำลังจะพุ่งแตะ 10,000ในเร็วๆนี้

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เราจะสังเกตเห็นได้ว่า Bitcoin นั้นได้ปรับฐานราคาลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในระดับ Fibonacci 38.2% ที่ระดับ $ 8,300

แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน Bitcoin ก็ได้พุ่งทยานขึ้นอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาเพียงสามวันเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่า 36,000 บาท หรือประมาณ 15% เลยทีเดียว

พุ่งขึ้นกว่า 1,200 ดอลลาร์ ใน 3 วัน หรือว่า BTC กำลังจะพุ่งแตะ 10,000ในเร็วๆนี้

แต่น่าแปลกใจก็คือราคาของเหรียญ altcoins กลับไม่ร่วงลดลงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเราสามารถสรุปได้ว่าเงินใหม่นั้นกำลังถูกอัดฉีดเข้าสู่ตลาดและไม่ได้ถูกเปลี่ยนมือจากเหรียญ Altcoins ไปยัง Bitcoin เหมือนกับในอดีตที่ผ่าน ๆ มา

ทำไมราคา Bitcoin ถึงพุ่ง ?
ดูเหมือนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Corona นั้นจะส่งผลกระทบต่อราคาคริปโตเคอเรนซี่อย่างเห็นได้ชัด

โดยเราจะสังเกตเห็นได้ว่าราคาของ Bitcoin ได้พุ่งแตะระดับแนวต้านสำคัญที่ $ 9400 ไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาและนับตั้งแต่นั้นมาเราก็ได้เห็นราคาที่ก่อตัวขึ้นรอบ ๆ บริเวณนี้

ปัจจุบันราคา Bitcoin ได้เบรคทะลุเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ราย 200 วันไปแล้ว (ซึ่งอยู่ที่ราว ๆ 8,900 ดอลลาร์) และดูเหมือนว่าการพุ่งขึ้นมาในครั้งนี้จะกลายเป็นการก้าวเข้าสู่ช่วงขาขึ้นของรูปแบบพาราโบราอย่างเป็นทางการ แต่ถึงกระนั้นโปรดจำไว้เสมอว่าการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงนั้น มักตามมาด้วยการปรับฐานราคาลงที่รุนแรงด้วยเช่นเดียวกัน

ในขณะที่เขียนรายงานอยู่นี้ Bitcoin มีการซื้อขายอยู่ที่ระดับ $ 9,341 โดยมีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ $ 170 พันล้านดอลลาร์และมีดัชนีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ (BTC Dominance Index) 66.2% อ้างอิงข้อมูลจาก CoinGecko

Bitcoin กำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อ
– ระดับแนวรับ / แนวต้าน : หลังจากราคาได้เบรคทะลุเหนือระดับแนวต้านที่สำคัญที่ระดับ $ 9,000 ไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา Bitcoin ก็ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมาถึงระดับแนวต้านที่สำคัญในปัจจุบันที่ $ 9,400

ในกรณีที่ราคา Bitcoin มีการ ‘Bullish’ อย่างรุนแรงเกิดขึ้น มันก็จะทำให้ราคาพุ่งไปสู่ระดับแนวต้านสำคัญในกราฟรายวันที่แถว ๆ $ 9,550 ก่อนที่จะพุ่งขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปในกรอบแนวโน้มขาขึ้นของกราฟ 4 ชั่วโมง (ตามภาพด้านล่าง) ที่แถว ๆ $ 9,700 – $ 9,800

ตรงกันข้ามหากในกรณีที่ราคาไม่สามารถเบรคทะลุเหนือแนวต้านแรกที่ $ 9,400 ได้ ระดับราคาที่ 9,200 ดอลลาร์ก็จะทำหน้าที่เป็นแนวรับสำคัญด่านแรกพร้อมกับกรอบแนวโน้มขาขึ้นระยะกลางในกราฟ 4 ชั่วโมง (ตามภาพด้านล่าง) ที่แถว ๆ $ 8,900 – $ 9,000 พร้อมกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ราย 200 วัน ซึ่งรอรับอยู่ที่แถว ๆ $ 8,650 ต่อไป

– ตัวชี้วัด RSI : ตอนนี้ RSI กำลังเผชิญหน้ากับแนวต้านของเส้นเทรนด์ไลน์ (ตามภาพด้านล่าง) ซึ่งหาก RSI ต้องการที่ปรับตัวสูงขึ้น มันจะต้องผ่านระดับ 71-72 ให้ได้เสียก่อน

– Volume การซื้อขาย : ปัจจุบันวอลุ่มการซื้อขายยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลาย ๆ วันที่ผ่านมา ซึ่งมันได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าการพุ่งขึ้นมาของราคาในครั้งนี้เป็นของจริง

กราฟราคา BTC/USD ราย 4 ชั่วโมงของ BitStamp

– ตัวชี้วัด RSI : ตอนนี้ RSI กำลังเผชิญหน้ากับแนวต้านของเส้นเทรนด์ไลน์ (ตามภาพด้านล่าง) ซึ่งหาก RSI ต้องการที่ปรับตัวสูงขึ้น มันจะต้องผ่านระดับ 71-72 ให้ได้เสียก่อน

– Volume การซื้อขาย : ปัจจุบันวอลุ่มการซื้อขายยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลาย ๆ วันที่ผ่านมา ซึ่งมันได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าการพุ่งขึ้นมาของราคาในครั้งนี้เป็นของจริง

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศกฎหมายใหม่ เกี่ยวกับการฟอกเงินในธุรกิจด้านคริปโตเคอเรนซี่

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศกฎหมายใหม่

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศกฎหมายใหม่ เกี่ยวกับการฟอกเงินในธุรกิจด้านคริปโตเคอเรนซี่

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาพระราชบัญญัติการชำระเงินของสิงคโปร์ (PSA) ที่ได้มีการประกาศนำเสนอบริการ Digital Payment Token (DPT) ซึ่งครอบคลุมธุรกิจคริปโตและเว็ปเทรดคริปโตทั้งหมดในสิงคโปร์ภายใต้กฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน (AML) และกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายทางการเงิน (CTF)

ด้วยการนำเสนอบริการใหม่นี้ ธุรกิจคริปโตที่อยู่ในประเทศสิงคโปร์จะต้องมีลงทะเบียนครั้งแรกกับ MAS หลังจากนั้นพวกเขาถึงจะยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการในเขตอำนาจศาลได้

By Thongchai Jantasornม.ค. 28, 2020
รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการฟอกเงินในธุรกิจด้านคริปโตเคอเรนซี่ กฎหมายและรัฐบาล80 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน

Cointraffic

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาพระราชบัญญัติการชำระเงินของสิงคโปร์ (PSA) ที่ได้มีการประกาศนำเสนอบริการ Digital Payment Token (DPT) ซึ่งครอบคลุมธุรกิจคริปโตและเว็ปเทรดคริปโตทั้งหมดในสิงคโปร์ภายใต้กฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน (AML) และกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายทางการเงิน (CTF)

ด้วยการนำเสนอบริการใหม่นี้ ธุรกิจคริปโตที่อยู่ในประเทศสิงคโปร์จะต้องมีลงทะเบียนครั้งแรกกับ MAS หลังจากนั้นพวกเขาถึงจะยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการในเขตอำนาจศาลได้

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศกฎหมายใหม่

เช่นเดียวกับมาตรการต่อต้านการฟอกเงินในยุโรป (AMLD5) ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา

ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคมเป็นต้นไป บริษัทใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคริปโตเคอเรนซี่จะมีเวลาหนึ่งเดือนในการลงทะเบียนกับ MAS เมื่อบริษัทได้จดทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริษัทจะมีระยะเวลาเพิ่มอีกหกเดือนในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปใช้กฎหมายใหม่ ซึ่งในระหว่างนี้พวกเขาจะต้องสมัครขอรับใบอนุญาตการเป็นสถาบันการชำระเงินที่ถูกต้อง

“พระราชบัญญัติการชำระเงิน (PSA) ได้สร้างกรอบการกำกับดูแลที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและมีความยืดหยุ่นสำหรับอุตสาหกรรมการชำระเงิน” นาย Loo Siew Yee ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ของ MAS กล่าวว่า “โครงสร้างการกำกับดูแลใหม่นี้จะช่วยให้เราสามารถปรับใช้กฎระเบียบได้อย่างเหมาะสมและสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามรูปแบบของธุรกิจ โดยพระราชบัญญัติ PSA จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเติบโตของนวัตกรรม ในขณะที่ลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแนวการชำระเงินไปพร้อม ๆ กัน”

FATF
เมื่อพูดถึงเรื่องการนำกฎระเบียบคริปโตเคอเรนซี่มาใช้ ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังปฏิบัติตามกฎระเบียบของ Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งได้จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2018 และมีการอัพเดทครั้งล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา

นาย Malcolm Wright หัวหน้าคณะทำงาน AML ในกลุ่มการค้า Global Digital Finance กล่าวว่าสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับธนาคารกลางของสิงคโปร์ก็คือ พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎของ FATF “พวกเขาเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาจากประตูพร้อมกับการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เรานำเสนอในแง่ของการดำเนินการปฏิบัติตาม PSA สำหรับเรื่องการส่งข้อมูลของแหล่งที่มา รวมถึงการส่งข้อมูลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้รับผลประโยชน์ ในช่วงเดือนกรกฎาคมก่อนหน้านี้”

MAS ได้ทำการเสนอแก้ไขกฎระเบียบ PSA เพิ่มเติมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลและยังได้จัดแนวทางสำหรับธุรกิจคริปโในประเทศสิงคโปร์ให้สอดคล้องกับ FATF มากขึ้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าวยังได้ครอบคลุมไปถึงธุรกิจเว็ปเทรดคริปโต , การจัดหากระเป๋าเงินฝากในนามของลูกค้า และการเป็นตัวแทนหรือโบรคเกอร์ของการทำธุรกรรม DPT

“สำหรับเรื่องกฎเกณฑ์บางอย่างดูเหมือนว่า MAS จะเดินล่วงหน้า FATF ไปก่อนแล้ว แต่ในขณะเดียวกันแง่มุมอื่น ๆ ของ MAS อาจจะยังไปถึงจุดที่ FATF ตั้งเป้าเอาไว้” นาย Malcolm Wright กล่าว

หลายคนกลัวว่ากฎระเบียบนั้นอาจยับยั้งนวัตกรรมในช่วงฟักตัวเช่น คริปโตเคอเรนซี่ แต่ความเป็นจริงแล้วการมาของ AMLD5 ในทวีปยุโรปนั้นอาจเป็นเรื่องดีที่นำมาซึ่งการควบรวมกิจการเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ได้รวมตัวกันเพื่อปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับต้นทุนของการกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาทางสยามบล็อกเชนรายงานว่ากฏระเบียบ AMLD5 ตัวใหม่นี้ได้ส่งผลให้เว็ปให้บริการชำระเงิน Bitcoin ที่มีชื่อว่า ‘Bottle Pay’ ต้องปิดตัวลงไป รวมถึงแพลตฟอร์มการขุดคริปโต Simplecoin และแพลตฟอร์มเกม bitcoin Chopcoin ก็มีรายงานว่าเพิ่งจะปิดตัวลงด้วยเหตุผลเดียวกันนี้

ในขณะเดียวกัน Deribit ซึ่งเป็นตลาดคริปโตฟิวเจอร์ของเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า พวกเขากำลังวางแผนที่จะย้ายไปที่ปานามา เนื่องจากกฎระเบียบ AMLD5 ของประเทศบ้านเกิด “จะทำให้เกิดอุปสรรคมากเกินไปสำหรับนักเทรด ทั้งในด้านกฎระเบียบและต้นทุนค่าใช้จ่าย”

แต่ทว่านาย David Carlisle หัวหน้าฝ่ายการวิเคราะห์เทคโนโลยีบล็อกเชนของบริษัท Ellchain กลับได้เสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป เขากล่าวว่ากฎระเบียบ AMLD5 ที่กำหนดไว้ใน บริษัทคริปโตนั้นเป็น “เรื่องปกติ” รวมถึงขั้นตอนการยืนยันตัวตน (KYC) และการตรวจสอบธุรกรรมที่น่าสงสัยในบริษัทต่าง ๆ นั้นจะต้องมีบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อทำงานเหล่านี้…

Ripple คุยโว เหรียญ XRP และคริปโตอื่น ๆ เตรียมมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท

เตรียมมีมูลค่าพุ่งสูงถึง

เตรียมมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท

อ้างอิงข้อมูลจากรายงานในไตรมาสที่ 4 ของ Ripple ซึ่งเป็นรายงานที่มีความโปร่งใสและมีการอัพเดทข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท และเหรียญ XRP อยู่เสมอได้เผยว่า ปัจจุบันตลาดการให้ยืมและการกู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์

“การยืมและการให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิตอลในตลาดมีโมเมนตัมเพิ่มสูงขึ้นตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งตลาดเกิดใหม่แห่งนี้มีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์แล้วในปัจจุบัน

โมเมนตัมได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยหลายประการ : อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมที่ค่อนข้างต่ำในสกุลเงินเฟียตที่หลากหลาย , จำนวนผู้เข้าร่วมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังมองหาเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และจำนวนผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลระยะยาวที่ต้องการสร้างผลตอบแทนมากขึ้น ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับ“เครดิตฟองสบู่ คริปโต” ได้เริ่มปรากฏขึ้นอย่างให้ได้ชัด แต่ดูเหมือนว่าศักยภาพในการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นต่อไปทั้งปีนี้และในอนาคต”

เตรียมมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท

XRP ซึ่งเป็น cryptocurrency ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สามของโลก ปัจจุบันได้มีการซื้อขายกันในเว็ปเทรดคริปโตหลายแห่งเช่น Binance, Huobi, OKex, AAX และ FTX นอกจากนี้สัญญาฟิวเจอร์ของ XRP ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการกับความเสี่ยงและการทำธุรกรรมผ่านทางโซลูชั่นการชำระเงินข้ามพรมแดนของ Ripple อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น XRP ยังได้ให้บริการสินเชื่อกู้ยืมบนแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ หลายแห่งอาทิเช่น Genesis, Celsius, Nexo และ SALT ไปพร้อม ๆ กับ Bitcoin (BTC), Ethereum (BTC), Litecoin (LTC) และสินทรัพย์ดิจิทัลตัวอื่น ๆ

โดยรายงานข้อมูลจาก Graychain ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยข้อมูลด้านคริปโตพบว่า สินเชื่อใหม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 5,462 ในไตรมาสแรกของปี 2019 ไปเป็น 18,562 ในช่วงไตรมาสที่สอง ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 239% นอกจากนี้รายงานยังพบด้วยว่า Genesis และ Celsius นั้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมนี้ด้วยจำนวนการให้สินเชื่อกว่า 65% ที่เพิ่มขึ้นมาทั้งหมด

การกู้ยืมสินทรัพย์คริปโตนั้นมีความแตกต่างกับการกู้ยืมของระบบธนาคารโดยสิ้นเชิง เนื่องจากการกู้ยืมด้วยสินทรัพย์คริปโตเป็นกระบวนการกู้ยืมแบบอัตโนมัติ ผู้ให้กู้สามารถใช้สัญญา smart contract เพื่อติดตามข้อมูลการชำระเงินและอัตราดอกเบี้ยของผู้กู้ได้ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ผู้กู้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบเครดิตการกู้ยืมและเกณฑ์การให้คะแนนเพื่อรับเงินกู้ของพวกเขา…

เว็บเทรด Bitcoin ระดับโลก Binance บริจาคเงิน 45 ล้านบาทช่วยเหลือผู้ป่วยไวรัส Corona

ล้านบาทช่วยเหลือผู้ป่วยไวรัส

บริจาคเงิน 45 ล้านบาทช่วยเหลือผู้ป่วยไวรัส Corona

ในขณะนี้เชื้อไวรัสโคโรนายังคงแพร่กระจายไปทั่วเมืองอู่ฮั่น โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 2,000 รายและมีตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงถึง 56 รายแล้วในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามล่าสุดองค์การอนามัยโลกได้ออกมากล่าวว่า “มันเร็วเกินไปที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับเรื่องการแพร่ระบาดของโรค ท่ามกลางความกังวลของแต่ละประเทศ”

Binance บริจาคเงิน 45 ล้านบาทช่วยเหลือผู้ป่วยไวรัส Corona

สำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบนี้ มีชื่อสายพันธุ์ว่า 2019nCoV (ซึ่ง ณ ตอนนี้ยังไม่ใช่ชื่อเรียกของสายพันธุ์อย่างเป็นทางการ) ด้านนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้มาจากไวรัสในค้างคาวที่กลายพันธุ์ โดยมีงูเป็นตัวกักเก็บและแพร่เชื้อ นอกจากนี้รายงานยังระบุด้วยว่าไวรัสโคโรนาที่กำลังแพร่ระบาดในอู่ฮั่นและเมืองใกล้เคียง ส่งผลทำให้หน้ากากอนามัยขาดตลาดในประเทศจีนและทำให้หน่วยงานของรัฐบาลจีนออกมาประกาศควบคุมราคาแล้ว

ในขณะเดียวกันทางด้านของเว็ปเทรดคริปโตเบอร์หนึ่งของโลก Binance นาย Changpeng Zhao [ CZ ] CEO ของเว็ปเทรดก็ได้ออกมาบริจาค “เงินกว่า 10 ล้าน RMB หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 45 ล้านบาท (1.5 ล้านดอลลาร์) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเชื้อไวรัส” ด้วยการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของ Binance มันจะเป็นครั้งแรกที่ชุมชนคริปโตเคอเรนซี่ได้ส่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของ ‘เชื้อไวรัสโคโรนา.

ล้านบาทช่วยเหลือผู้ป่วยไวรัส

นอกจากนี้ CZ ยังกล่าวด้วยว่า “เราไม่ได้มีประกาศข้อมูลใด ๆ ในช่วงนี้ เนื่องจากทีมงานของ BCF / Binance ยังคงยุ่งอยู่กับการจัดระบบโลจิสติกส์ในพื้นที่ผู้ประสบภัย”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของ Binance ที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ โดยก่อนหน้านี้องค์กรการกุศลของบริษัท ‘Binance Charity’ เพิ่งได้บริจาคเงินกว่า 30 ล้านบาทในเหรียญคริปโต BNB ให้กับโครงการ ‘Australia Bushfire Donations’ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติในประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้พวกเขายังได้บริจาคเงินกว่า 30 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในญี่ปุ่นเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคม 2019 อีกด้วย…

ผู้ก่อตั้ง Tesla นาย Elon Musk เชื่อว่า “ Crypto สามารถใช้แทนเงินสดได้ ”

เชื่อว่า

นาย Elon Musk เชื่อว่า “ Crypto สามารถใช้แทนเงินสดได้  ”

มหาเศรษฐีผู้ที่ริเริ่มหลากหลายนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนโลกที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Elon Musk ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla บริษัทบริการจ่ายเงิน Paypal หรือโครงการ SpaceX และยังเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในชุมชนคริปโตทวีตเตอร์อีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมาเขาได้ร่วมพูดคุยถึงเรื่องของคริปโตเคอเรนซี่ใน Podcast ของเขาที่มีหัวข้อว่า ‘Third Row Tesla Podcast – Elon’s Story – Part 1’

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ในวันที่ 10 มกราคมนาย Elon Musk ได้ออกมาโพสต์ทวีตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่า

นาย Elon Musk เชื่อว่า “Crypto สามารถใช้แทนเงินสดได้ ”

“ Bitcoin นั้นไม่ใช่ที่คำเตือนสติของผม”

ซึ่งข้อความที่เขาโพสต์นั้นดูเหมือนว่าจะมีความหมายที่กำกวมเอามาก ๆ จนหลายคนต้องตีความกันไปต่าง ๆ นา ๆ ทั้งในแง่บวกและลบ

เชื่อว่า

มหาเศรษฐีผู้ที่ริเริ่มหลากหลายนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนโลกที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Elon Musk ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla บริษัทบริการจ่ายเงิน Paypal หรือโครงการ SpaceX และยังเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในชุมชนคริปโตทวีตเตอร์อีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมาเขาได้ร่วมพูดคุยถึงเรื่องของคริปโตเคอเรนซี่ใน Podcast ของเขาที่มีหัวข้อว่า ‘Third Row Tesla Podcast – Elon’s Story – Part 1’

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ในวันที่ 10 มกราคมนาย Elon Musk ได้ออกมาโพสต์ทวีตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่า

“ Bitcoin นั้นไม่ใช่ที่คำเตือนสติของผม”

ซึ่งข้อความที่เขาโพสต์นั้นดูเหมือนว่าจะมีความหมายที่กำกวมเอามาก ๆ จนหลายคนต้องตีความกันไปต่าง ๆ นา ๆ ทั้งในแง่บวกและลบ

แต่ถึงอย่างไรก็ตามคำพูดของเขาอาจจะต้องการบอกแค่เพียงว่า Bitcoin นั้นไม่ใช่คำเตือนใจหรือเตือนสติเขา และที่น่าสงสัยไปกว่านั้นคือในเดือนเมษายนปี 2019 เขากล่าวว่ามันคือ ‘safe word’ หรือคำเตือนใจและเตือนสติของเขา แสดงว่าในตอนนี้เขาได้กลับมาเพื่อถอนคำพูดของตัวเองแล้ว

การมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเงินของ Elon Musk
โพสต์ทวีตส่วนใหญ่ของ Musk ผู้คนมักคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก เพราะล่าสุดเขาเพิ่งได้ทวีต “ขายรถ Tesla ที่ราคา $ 420” แต่สำหรับการมีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการเงินในอดีตของเขานั้นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ซีเรียส โดยเมื่อย้อนกลับไปในปี 1999 เขาได้ก่อตั้งธนาคารออนไลน์ที่เรียกว่า X.com ซึ่งต่อมาถูกซื้อกิจการไปโดยบริษัท PayPal โดยหลังจากเขาถูกถามถึงความคล้ายคลึงกันทางจิตวิญญาณระหว่าง BTC และ X.com เขาก็ได้ตอบว่าสิ่งนั้น “ไม่ได้อยู่ที่นี่หรืออยู่ใน Bitcoin”

เชื่อว่า

การทำธุรกรรมคริปโตไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย
ในระหว่างการพูดคุยกันบน Podcast ของเขา Musk ได้พูดถึงเรื่อง whitepaper ของ Satoshi โดยเขากล่าวว่ามันเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างฉลาด เมื่อพูดถึงจุดยืนของเขาในคริปโตเคอเรนซี่ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังกล่าวเสริมด้วยว่า :

“การทำธุรกรรมประเภทนี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ปัจจุบันมีกฎหมายมากมายในประเทศต่าง ๆ ซึ่งปกติแล้วพวกเขามักจะใช้เงินสดสำหรับการทำธุรกรรมเหล่านี้ แต่เพื่อให้การทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้น คุณต้องมีสะพานเชื่อมสิ่งที่ผิดกฎหมายไปยังสิ่งที่ถูกกฎหมาย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่จะทำให้ crypto สามารถเดินผ่านเข้ามาได้”

นอกจากนี้แล้ว Musk ยังได้พูดถึงเรื่องกรณีการใช้เงินสดที่เริ่มยุ่งยากมากขึ้น โดยเขากล่าวว่ามันจะต้องมีทางเลือกอื่นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่เชื่อว่า cryptocurrency จะกลายมาเป็นเครื่องมือสำหรับการทำธุรกรรมในอนาคต :

“คุณต้องมีสะพานที่เชื่อมเข้ากับสิ่งที่ถูกกฎหมาย ดังนั้นผมมองว่าคริปโตมีประสิทธิภาพที่สามารถนำมาใช้แทนเงินสดได้ แต่อย่างไรก็ตามผมไม่คิดว่าคริปโตจะกลายมาฐานข้อมูลหลัก [สำหรับการทำธุรกรรม]”

 …

หนังสือของนาย Craig Wright ที่เล่าเรื่องว่าเขาเป็นคนสร้าง Bitcoin ถูกยกเลิกตีพิมพ์กระทันหัน

ที่เล่าเรื่องว่าเขาเป็นคนสร้าง

Craig Wright ที่เล่าเรื่องว่าเขาเป็นคนสร้าง Bitcoin 

สื่อข่าวออกมารายงานว่าหนังสือเกี่ยวกับ Craig Wright ผู้อ้างตนว่าคือ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ยืนยันว่าจะไม่ถูกตีพิมพ์

รายงานจากสื่อ micky ได้ออกมายืนยันว่าหนังสือ Behind the Mask: Craig Wright and the Battle for Bitcoin นั้นจะไม่ถูกตีพิมพ์ออกมาเพราะหวั่นปัญหาข้อกฎหมาย

Craig Wright ที่เล่าเรื่องว่าเขาเป็นคนสร้าง Bitcoin ถูกยกเลิกตีพิมพ์กระทันหัน

ด้านนาย Calvin Ayre มหาเศรษฐีผู้สนับสนุน BSV ก็ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์ถึงประเด็นนี้ว่าเพราะอะไรการตีพิมพ์หนังสือจึงถูกยกเลิกก่อนการตีพิมพ์เพียงแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น ด้านนาย Craig ก็ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีคนมาโจมตีเขา

พร้อมทั้งกล่าวว่าหากจำเป็นเขาอาจจะต้องเป็นคนตีพิมพ์หนังสือเอง แต่ก่อนอื่นเขาต้องค้นหาความจริงเรื่องนี้ให้ได้

ที่เล่าเรื่องว่าเขาเป็นคนสร้าง

ทั้งนี้หนังสือนั้นเขียนโดย Byron Kaye นักข่าวของ Reuters ในซิดนีย์และ Jeremy Wagstaff นักข่าวของ Reuters ในสิงคโปร์และได้รับการสนับสนุนจากนาย Wright ผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครบอกเล่าเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวออสเตรเลียจากคนยากจนในรัฐควีนส์แลนด์ถึงความพยายามของเขาที่จะได้รับการยอมรับในฐานะ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin

โดยหนังสือดังกล่าวนั้นจะมีการพูดถึงแบล็กเมล์, การโจมตีของตำรวจ, โชคชะตาที่ซ่อนอยู่, การถูกขู่ฆ่ารวมถึงพูดเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกในตอนนี้ด้วยตามรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในการสั่งจองออนไลน์…

เว็บเทรด Bitcoin จำนวนมากกำลังถูกแฮ็คเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จำนวนมากกำลังถูกแฮ็คเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

Bitcoin จำนวนมากกำลังถูกแฮ็คเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในปัจจุบันแฮกเกอร์มีวิธีการดำเนินงานที่ซับซ้อนมากขึ้นและตัวเลขการแฮกเว็ปเทรดคริปโตก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้นในช่วงปี 2019 เมื่อเทียบกับหลายปี ๆ ที่ผ่านมา

อ้างอิงข้อมูลจาก Chainalysis ที่เผยถึงภาพรวมเบื้องต้นของอาชญากรรมคริปโตในปี 2020 ซึ่งพบว่าเหล่าผู้โจมตีที่แฮกเว็ปเทรดคริปโตมีวิธีการดำเนินงานที่ซับซ้อนมากขึ้นและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2018 แต่อย่างไรก็ตามมูลค่าของเงินทุนที่ถูกขโมยในปี 2019 นั้นกลับลดลงหากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา

ตัวเลขการแฮกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้จากรายงานของ Chainalysis จะพบว่าตัวเลขของมูลค่าเงินทุนที่ถูกขโมยนั้นลดลงในปี 2019 แต่เราก็ควรจำไว้เสมอว่าหากมีการแฮกเว็ปเทรดคริปโตเพียงแค่เดียวการโจมตีนั้นอาจทำมูลค่าเงินทุนที่ถูกขโมยสูงขึ้นทันที ยกตัวอย่างเช่นการโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เหล่าแฮกเกอร์กวาดเงินไปได้กว่า 534 ล้านดอลลาร์จากเว็ปเทรด Coincheck และการแฮกคริปโตเคอเรนซี่ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2014 ที่ทำให้เว็ปเทรด Mt.Gox สูญเงินไปกว่า $473 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ยังมีกรณีการแฮกครั้งใหญ่ในปี 2019 ที่ทำให้เว็ปเทรด Coinbene สูญเสียโทเค็น Erc-20 ไปเป็นมูลค่ากว่า 105 ล้านดอลลาร์จากกระเป๋าเงินในเดือนมีนาคม แต่ในขณะนั้นทางเว็ปเทรดปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้ถูกแฮก ซึ่งในเวลาต่อมาพวกเขาถึงออกมายอมรับว่าพวกเขาถูกแฮกแล้วจริง ๆ

กรณีการแฮกครั้งใหญ่ในปี 2019 ครั้งใหญ่ยังรวมถึงเว็ปเทรดคริปโตชั้นนำของโลก Upbit และ Binance ที่ถูกขโมยคริปโตเคอเรนซี่ไปเป็นมูลค่า 49 ล้านดอลลาร์และ 40 ล้านดอลลาร์ ในเดือนพฤศจิกายนและเดือนพฤษภาคมตามลำดับ

เว็บเทรด Bitcoin จำนวนมากกำลังถูกแฮ็คเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อ้างอิงข้อมูลจากรายงานพบว่ามูลค่าเงินทุนที่ถูกขโมยในปี 2019 นั้นมีมูลค่าเท่ากับ 283 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่ลดลงกว่า 592 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่ถูกแฮกไปเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 875 ดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขการแฮกเว็ปเทรดคริปโตในปี 2019 นั้นกลับมีจำนวนสูงถึง 11 ครั้ง เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่มีเพียง 6 ครั้งเท่านั้น

ความพยายามของเหล่าแฮกเกอร์
จากข้อมูลรายงานของ Chainalysis พบว่ามูลค่าของเงินทุนที่ลดลงในปี 2019 นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นของเว็ปเทรดคริปโต ซึ่งสิ่งเหล่านี้รวมถึงการตรวจสอบที่ดีขึ้น , การลดมูลค่าเงินทุนที่เก็บไว้ในกระเป๋าเงิน ‘Hot wallet’ ที่มีความเสี่ยงที่จะถูกแฮกและมีระบบการถอนเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

By Thongchai Jantasornม.ค. 23, 2020
เว็บเทรด Bitcoin จำนวนมากกำลังถูกแฮ็คเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ข่าว BITCOIN108 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน

Cointraffic

ในปัจจุบันแฮกเกอร์มีวิธีการดำเนินงานที่ซับซ้อนมากขึ้นและตัวเลขการแฮกเว็ปเทรดคริปโตก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้นในช่วงปี 2019 เมื่อเทียบกับหลายปี ๆ ที่ผ่านมา

อ้างอิงข้อมูลจาก Chainalysis ที่เผยถึงภาพรวมเบื้องต้นของอาชญากรรมคริปโตในปี 2020 ซึ่งพบว่าเหล่าผู้โจมตีที่แฮกเว็ปเทรดคริปโตมีวิธีการดำเนินงานที่ซับซ้อนมากขึ้นและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2018 แต่อย่างไรก็ตามมูลค่าของเงินทุนที่ถูกขโมยในปี 2019 นั้นกลับลดลงหากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา

ตัวเลขการแฮกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้จากรายงานของ Chainalysis จะพบว่าตัวเลขของมูลค่าเงินทุนที่ถูกขโมยนั้นลดลงในปี 2019 แต่เราก็ควรจำไว้เสมอว่าหากมีการแฮกเว็ปเทรดคริปโตเพียงแค่เดียวการโจมตีนั้นอาจทำมูลค่าเงินทุนที่ถูกขโมยสูงขึ้นทันที ยกตัวอย่างเช่นการโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เหล่าแฮกเกอร์กวาดเงินไปได้กว่า 534 ล้านดอลลาร์จากเว็ปเทรด Coincheck และการแฮกคริปโตเคอเรนซี่ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2014 ที่ทำให้เว็ปเทรด Mt.Gox สูญเงินไปกว่า $473 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ยังมีกรณีการแฮกครั้งใหญ่ในปี 2019 ที่ทำให้เว็ปเทรด Coinbene สูญเสียโทเค็น Erc-20 ไปเป็นมูลค่ากว่า 105 ล้านดอลลาร์จากกระเป๋าเงินในเดือนมีนาคม แต่ในขณะนั้นทางเว็ปเทรดปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้ถูกแฮก ซึ่งในเวลาต่อมาพวกเขาถึงออกมายอมรับว่าพวกเขาถูกแฮกแล้วจริง ๆ

กรณีการแฮกครั้งใหญ่ในปี 2019 ครั้งใหญ่ยังรวมถึงเว็ปเทรดคริปโตชั้นนำของโลก Upbit และ Binance ที่ถูกขโมยคริปโตเคอเรนซี่ไปเป็นมูลค่า 49 ล้านดอลลาร์และ 40 ล้านดอลลาร์ ในเดือนพฤศจิกายนและเดือนพฤษภาคมตามลำดับ

อ้างอิงข้อมูลจากรายงานพบว่ามูลค่าเงินทุนที่ถูกขโมยในปี 2019 นั้นมีมูลค่าเท่ากับ 283 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่ลดลงกว่า 592 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่ถูกแฮกไปเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 875 ดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขการแฮกเว็ปเทรดคริปโตในปี 2019 นั้นกลับมีจำนวนสูงถึง 11 ครั้ง เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่มีเพียง 6 ครั้งเท่านั้น

ความพยายามของเหล่าแฮกเกอร์
จากข้อมูลรายงานของ Chainalysis พบว่ามูลค่าของเงินทุนที่ลดลงในปี 2019 นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นของเว็ปเทรดคริปโต ซึ่งสิ่งเหล่านี้รวมถึงการตรวจสอบที่ดีขึ้น , การลดมูลค่าเงินทุนที่เก็บไว้ในกระเป๋าเงิน ‘Hot wallet’ ที่มีความเสี่ยงที่จะถูกแฮกและมีระบบการถอนเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

แต่ถึงแม้มีการปรับปรุงดังกล่าวมากมาย รายงานก็ยังชี้ให้เห็นว่าเหล่าแฮกเกอร์ได้เพิ่มความพยายามของพวกเขามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ในเกาหลีเหนืออย่าง Lazarus

ในช่วงไม่นานมานี้ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยขึ้นอีกครั้งกับวงการสกุลเงินคริปโต โดยได้มีกลุ่มนักเจาะระบบในชื่อ Lazarus จากประเทศเกาหลีเหนือได้ทำการหลวกลวงและเจาะระบบขโมยเหรียญคริปโตครั้งใหม่ในชื่อ APpleJeus Sequel ซึ่งเป็นเสมือนโปรเจคต่อยอดจากการดำเนินการเดิมในช่วงปี 2018 ในชื่อ APpleJeus นั่นเอง

การดำเนินการส่วนแรกของทางโปรเจค APpleJeus Sequel นั่นคือการที่ทางโปรเจคได้ดำเนินการหลอกลวงเหล่านักลงทุนโดยอาศัยการจัดตั้งบริษัทเว็ปเทรดคริปโตหรือ Exchange ปลอมขึ้นมา โดยบริษัทดังกล่าวจะมีหน้าเว็บไซต์แบบเฉพาะ ซึ่งจะมีลิงค์มากมายที่นำไปสู่กลุ่มลับบนแอพลิเคชั่นอย่าง Telegram เพื่อทำการหลอกลวงในรูปแบบที่ต่างกันออกไป

อีกส่วนหนึ่งของโปรเจคดังกล่าวก็คือ การทำการเจาะระบบโดยการฝังมัลแวร์ (Malware) ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อผ่านแอพลิเคชั่นอย่าง Telegram โดยกรณีดังกล่าวนั้นจะส่งผลกระทบกับผู้ใช้ Microsoft Windows เท่านั้น ซึ่งกลุ่มนักเจาะระบบดังกล่าวนั้นใช้งานชุดรหัสอย่าง UnionCryptoTrader ในการดำเนินการบนพื้นที่ความจำสำหรับการประมวลผลหรือแรมของคอมพิวเตอร์เท่านั้นแทนที่การใช้พื้นที่หน่วยความจำหลักหรือ Hard Disk Drive เพื่อเป็นการหลักเลี่ยงการถูกตรวจสอบซึ่งเป็นการพัฒนาเทคนิคการเจาะระบบจากในครั้งก่อน ๆ…

มหากาพย์คดีของนาย Craig Wright ใกล้มาถึงจุดจบแล้วหรือไม่ หรือแค่เริ่มต้น?

ใกล้มาถึงจุดจบแล้วหรือไม่

ใกล้มาถึงจุดจบแล้วหรือไม่

มหากาพย์คดีของนาย Craig Wright ก็ยังคงไม่จบง่าย ๆ ในตอนนี้ก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว กรณีพิพาทระหว่างพาร์ทเนอร์ธุรกิจคนเก่าของนาย Craig Wright ที่ได้เสียชีวิตลงเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของ Bitcoin มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ก็ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งกระบวนพิจารณาทางศาลได้นัดในวันที่ 30 มีนาคมนี้แล้วแต่ก็ยังคงมีหลายประเด็นที่ไม่กระจ่าง

นาย Craig Wright ใกล้มาถึงจุดจบแล้วหรือไม่

กรณี Tulip Trust
คำถามที่ตอนนี้ยังไม่ได้รับคำตอบคือเรื่อง Tulip Trust ที่อ้างว่าเป็นที่ที่นาย Wright และ Kleiman ได้เก็บ Bitcoin ที่ขุดมาด้วยกันระหว่างปี 2009 ถึงปี 2013 จนศาลได้มีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับทรัสต์ดังกล่าวเมื่อช่วงเดือนธันวาคมปี 2019 ด้านของนาย Wright ก็ได้ออกมารับสารภาพว่าเขาไม่ได้มีคีย์ใน Address ที่มีเงินฝากเอาไว้

โดยเขาได้อ้างว่าคีย์ที่จะทำให้เขาเข้า Address เหล่านั้นได้จะมาถึงในเดือนมกราคมนี้ ซึ่งจะเป็นการยืนยันว่าเขาเป็นเจ้าของคริปโตจริงๆ ซึ่งนาย Wright ก็ได้ออกมาแสดงเอกสารที่เหมือนจะเป็นรายละเอียดของ Tulip Trust มาด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมาทนายของ Kleiman ก็ได้รับเอกสารที่ชี้ว่ามันมีทรัสต์อีกสามแห่งเพิ่มขึ้นมาซึ่งเขาต้องการที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น

โดยนาย Beth Bloom ผู้พิพากษาของสหรัฐ ได้อนุญาตให้นาย Craig Wright พิสูจน์การเข้าถึง Bitcoin มูลค่ากว่า 9.2 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกล็อคไว้ใน “Tulip Trust” ได้จนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้

ทั้งนี้ Tulip Trust คือเอกสารที่ถูกเข้ารหัสเอาไว้ ซึ่งข้างในนั้นจะมีคีย์ของนาย Wright และนาย Kleiman ที่เคยขุด Bitcoin ร่วมกันและต้องใช้ลายเซ็นที่เข้ารหัสของทั้งสองคนถึงจะสามารถเข้าถึงปลดล็อก Bitcoin เหล่านั้นได้

บุคคลปริศนา
เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ทีมของนาย Wright ก็ได้ยื่นเอกสารโดยเผยว่ามันมีข้อมูลที่จะเป็นเกี่ยวกับคีย์ที่จะสามารถปลดล็อกไฟล์ที่เข้ารหัสนั้นได้ ซึ่งจะถูกดำเนินการโดยบุคคลภายนอก ซึ่งรายละเอียดไม่ได้บอกว่าบุคคลภายนอกนี้คือใคร

ก่อนหน้านี้นาย Wright ก็ได้ออกมาแสดงกระเป๋าเก็บ Bitcoin กว่า 16,404 รายการ ซึ่งเมื่อทาง Kleiman ได้รับเอกสารเหล่านั้นก็รีบยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขยายระยะเวลาในการพิจารณาคดี เพื่อให้จำเลยตอบคำถามต่างๆ ที่โจทก์ได้ถามเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้จัดส่งคีย์ดังกล่าวที่นาย Wright เคยอ้างไว้ว่าจะส่งของมาถึงภายในเดือนมกราคมนี้

ด้านของนาย Craig Wright ก็รีบออกมาโต้ทันทีกรณีที่โจทก์ขอยื่นขยายระยะเวลานั้นโดยได้แย้งว่าการขอขยายระยะเวลาดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อประวิงเวลา แต่ศาลก็มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาในที่สุด

กระแสตอบรับจากสังคม
สังคมก็ยังคงตั้งคำถามเรื่องของ Tulip Trust และรอให้ผู้จัดส่งของตามที่นาย Wright กล่าวถึงนั้นส่งคีย์มาให้ ซึ่งก็ทำให้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าเขานั้นได้ตั้งใจที่จะทำให้สังคมเข้าใจผิดมาตั้งแต่แรก เพื่อให้เชื่อว่าเขานั้นสามารถที่จะปลดล็อกทรัสต์นั้นได้จริงๆ

แต่ความจริงแล้วการที่บอกว่าจะมีข้อมูลสำคัญและคีย์ที่จะเอามาปลดล็อกเอกสารที่เข้ารหัสได้มันฟังดูเหมือนว่านาย Wright นั้นกำลังที่จะเข้าถึงทรัสต์ที่เก็บ Bitcoin เอาไว้ได้แล้ว แต่จริงๆ มันหมายความว่าเขาสามารถปลดล็อกเอกสารที่เข้ารหัสด้วย public addresses ที่อ้างว่ามันลิงค์กัน

Public addresses มันก็เหมือนกับ public keys ที่จำเป็นที่จะต้อง match กับ private keys เพื่อที่จะทำให้สามารถเข้าไปในคลังที่เก็บสินทรัพย์ได้ แต่ไม่มีเอกสารศาลใดๆ ที่บอกว่านาย Wright นั้นได้ private key มาแล้วเพื่อที่จะเข้าไปยังทรัสต์นั้นได้

โดยสรุปก็คือเขาใช้คำที่ทำให้สังคมตีความกันไปผิดๆ และทำให้เข้าใจว่าเขานั้นกำลังจะได้คีย์สำหรับการเข้าไปทรัสต์ดังกล่าวมา แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีบอกไว้ในเอกสารใดๆ ว่าเขานั้นได้ private key เพื่อเข้าไปในคลังเก็บ Bitcoin นั้นแล้ว

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาว่ามีการโอนย้าย Bitcoin มูลค่าหลายล้านเหรียญซึ่งก็ลือกันไปว่าเป็นวอลเล็ทของนาย Wright ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ แต่เป็นของ Bitfinex

โดยทนายความของ Craig Wright ได้ยืนยันกับทาง Decrypt ในวันที่ผ่านมาว่านาย Craig Wright ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของหรือไม่ได้อ้างว่าเป็นเจ้าของ Private Key ที่เป็นของ Satoshi Nakamoto ตัวจริงเท่านั้นที่ควรจะมีมันไว้ในการเก็บ Bitcoin ที่ขุดมาได้มูลค่ากว่า 8 พันล้านดอลลาร์

ด้านนาย Wright ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์กับทาง ccn ว่า Kleiman นั้นจะไม่ได้รับอะไรจากเขาไปเลยเพราะเขาไม่ได้ให้อะไรกับทางโจทก์ไปสักอย่าง ซึ่งก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่าคดีนี้จะจบกันอย่างไร…