Suspendisse Efficitur Fringilla
Felis non dui efficitur suscipit. Nulla gravida dolor quis tellus mattis, vel viverra risus tincidunt. Quisque in luctus lorem.
Commodo Cursus Odio
Morbi lectus mi, molestie et blandit ut, finibus a est. Nullam at ligula in urna mollis dictum. Nullam aliquam pulvinar.
Vestibulum Vitae Dictum
Etiam eu sem pretium, sodales nulla in, elementum lacus. Vestibulum vitae elit dictum, pellentesque massa sed.
Nullam Aliquam Pulvinar
Tellus mattis vel viverra risus tincidunt. Quisque in luctus lorem ut finibus a est molestie et blandit vitae elit dictum.

Monthly Archives: กรกฎาคม 2020

Archive of posts published in the specified Month

“มาเลเซีย” เตรียมนำเทคโนโลยีบล็อกเชนในตลาด LFX

มาเลเซีย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติของ มาเลเซีย กำลังจัดเตรียมสำรวจระบบดิจิตอลสำหรับตลาดตราสารหนี้ของประเทศผ่านโครงการบล็อคเชนที่ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

โปรเจคนี้จะมีชื่อเรียกว่า Project Harbour ซึ่งเป็นความคิดเริ่มใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทกระจาย (DLT) สำหรับเพื่อการลงทะเบียนสำหรับตลาดตราสารหนี้ของ Labuan Financial Exchange (LFX)

LFX เป็นบริษัทย่อยของ Bursa Malaysia ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศที่ได้ร่วมมือกับทาง Hashstacs ซึ่งเป็นบริษัทฟินเทคในประเทศสิงคโปร์

โครงการดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยี DLT เพื่อสามารถแบ่งปันแหล่งข้อมูลเดียวกันได้อย่างปลอดภัยระหว่างธนาคารที่ร่วมแล้วก็กระดานแลกเปลี่ยน อ้างอิงข้อมูลจากแถลงข่าวของบริษัท

นาย Benjamin Soh กรรมการผู้จัดการของ Hashstacs กล่าวว่าเทคโนโลยี DLT จะสามารถสร้างระบบนิเวศได้เครือคลุมทั่วทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นการปูทางให้กับ “โซลูชั่นการแก้ปัญหา” สำหรับในการหักบัญชีและก็ชำระหนี้พันธบัตรบนแพลตฟอร์ม

การทดลองในคราวนี้จะเป็นการพินิจพิเคราะห์ประสิทธิภาพของการดำเนินงานและก็การลดต้นทุนในกระดานแลกเปลี่ยน รวมทั้งการออกพันธบัตรดิจิทัล

Bursa Malaysia พร้อมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งมาเลเซีย , หน่วยงานบริการด้านการเงิน Labuan , ธนาคารเพื่อการลงทุน CIMB แล้วก็บริษัทอื่นๆจะใช้โครงสร้างพื้นฐานของ Hashstac เพื่อทดสอบรวมทั้งปรับปรุงระบบพันธบัตรให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น…

เหรียญ Stablecoin พุ่งขึ้นทะลุ 11,000 ดอลลาร์ไปแล้ว

Stablecoin

อัตราการทำธุรกรรมของเหรียญ Stablecoin ชื่อดังอย่าง Tether, DAI รวมทั้ง USDC ได้พุ่งขึ้นอย่างหนักเมื่อราคาของ bitcoin นั้นได้ทะลุระดับ 1 1,000 ดอลลาร์ไปแล้ว

Stablecoin

เหรียญ Stablecoin จำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Tether ( USDT) ได้มีการเติบโตที่พุ่งสูงมากขึ้นเป็นอย่างมากในอุตสาหกรรมคลิปโตในขณะนี้โดยนักวิเคราะห์ได้มีการเฝ้าดูการเติบโตของตลาดเหรียญ USDT, DAI และก็ USDC ที่มองไว้ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆกับการเพิ่มขึ้นของราคา bitcoin โดยกราฟดังกล่าวนั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าตัวชี้วัดดังกล่าวจะสามารถถูกเอามาพิจารณาว่าเป็นอินดิเคเตอร์แบบ leading หรือ lagging

แต่จำนวน volume วิธีการทำธุรกรรมของเหรียญ Stablecoin ดังกล่าวที่มากขึ้นนั้นนับว่าเป็นตัวซึ่งสามารถบ่งบอกอัตราวิธีการทำธุรกรรมบนระบบ ecosystem ได้เป็นอย่างดี หากว่าเงินจริงจะไม่ถูกสามารถนำมาใช้เทรดคู่กับ bitcoin ได้ในเว็บไซต์เทรดหลายๆแห่ง แต่ว่าก็ยังมีเหรียญ Stablecoin ที่ถูกนำมาใช้แทน ยิ่งไปกว่านี้เจ้ามือนั้นยังคงใช้เหรียญดังกล่าวมาเช็คกับ bitcoin แทนที่เงินสดอีกด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ทาง Tether ได้ออกมาประกาศทำการ Swap จากเหรียญ Tron (TRX) ไปเป็นเหรียญ Ethereum

Stablecoin

อย่างไรก็ดีทางบริษัทมิได้เปิดเผยเหตุผลสำหรับในการทำ swap แม้กระนั้นก็เป็นได้ว่าปัจจุบันนี้ตลาดมีความต้องการเหรียญ Tron ที่ค่อนข้างต่ำมากมาย

bitcoin ราคาพุ่งสูงสุดในรอบ 11 ทะลุ 11,400 ดอลลาร์

ประวัติศาสตร์

ดูเหมือนกับว่า 2 สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่ ทำให้นักเทรดคริปโตหลายคนต้องมีความตื่นเต้นเป็นอันมากเมื่อราคาของ bitcoin นั้นได้พุ่งขึ้นไปทำจุดสุดยอดในรอบ 11 เดือนทำลายแนวต่อต้านทั้งหมดแล้ว นำมาซึ่งการก่อให้เกิดคำถามที่ตามมาว่าราคาของมันนั้นจะทำลายจุดสูงสุดใน ประวัติศาสตร์ ที่ 20,000 ดอลลาร์หรือเปล่า

กราฟจากเว็บไซต์ TradingView บน Bitstamp เปิดเผยให้เห็นว่าราคาของ bitcoin นั้นได้มีการพุ่งขึ้นในระยะเวลาตี 5 ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โดยพุ่งไปแตะ 11,417 ดอลลาร์อย่างหนัก ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นที่ไม่มีผู้ใดคาดการณ์มาก่อน โดยถ้าหากดูกราฟจากด้านล่างนั้นจะมองเห็นได้ว่ามันได้พุ่งทะลุจุดสูงสุดของปี 2020 นี้ ยิ่งไปกว่านี้แม้ทดลองมองดูย้อนกลับไปในปี 2019 จะค้นพบว่าครั้งปัจจุบันที่ราคาอยู่ในระดับดังกล่าวซึ่งก็คือตอนช่วงเดือน มิ.ย., ก.ค.รวมทั้งส.ค.ในปี 2019

ประวัติศาสตร์

นั่นก็เลยแสดงว่าถ้าหากราคา bitcoin สามารถทำลายแนวต่อต้านของระดับราคาดังกล่าวเมื่อปีที่ผ่านมาได้เราก็บางครั้งอาจจะได้มองเห็นมันวิ่งไปพบแนวต่อต้านที่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 20,000 ดอลลาร์ก็เป็นได้

แต่ว่าอย่างไรก็ตามนี่มันเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของการพุ่งขึ้นของราคาเพียงแค่นั้นแล้วก็ในช่วงเวลานี้ตัวอินดิเคเตอร์ที่ชื่อว่า Relative Strength Index (RSI) บนกราฟรายวันเปิดเผยให้เห็นว่าตลาดนั้นอยู่ในตอน overbought แล้ว ฉะนั้นนักเตะจึงควรที่จะมีความละเอียดรอบคอบรวมทั้งระแวดระวังให้ดี

ในเวลาเดียวกันราคาของ bitcoin ในตลาดไทยอย่าง Bitkub ก็ได้มีการมากขึ้นมาด้วยด้วยเหมือนกันโดยราคานั้นได้พุ่งไปแตะระดับ 349,990 บาท ซึ่งคิดเป็นราวๆ 11,128.46 ดอลลาร์ ซึ่งนับว่ามากกว่าตลาดโลกอยู่พอสมควร

bitcoin นั้นได้มีการ halving มาแล้วตั้งแต่ตอนตอนเดือนพ.ค. 2020 ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาแล้วก็ถ้าหากดูกราฟด้านล่างนั้นเราจะพบว่าทุกๆครั้งที่มันมีการห้ามวิ่งราคาชอบมีการตอบสนองด้วยแนวทางการทำจุดสุดยอดใหม่ในประวัติศาสตร์ในทุกๆครั้งถึงแม้ว่ามันจะใช้เวลาถึง 1 ปีหลังจากการ halving ก็ตาม รวมทั้งถ้าเกิดคราวนี้เหตุการณ์มันจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์ เราก็คงจะบางทีอาจจะได้มองเห็นการพุ่งขึ้นของราคาที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ก็เป็นไปได้แต่ว่าก็อาจจะไม่มีใครรู้ว่ามันจะไปสุดที่มากแค่ไหน

ประวัติศาสตร์

ต้นเหตุที่ราคาเหรียญ Ethereum เคลื่อนที่ล่าช้ากว่าตลาดอื่น

ETH

ในเนื้อหารายละเอียดนี้เราจะมาหาต้นสายปลายเหตุว่าเพราะอะไรราคาของเหรียญอันดับ 2 ของโลกอย่าง ETH นั้นถึงมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ค่อนข้างจะต่างจากของเหรียญอื่นๆเป็นอย่างมาก

ถึงแม้ว่าราคาของเหรียญดังกล่าวนั้นจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง จนถึงวิ่งไปแตะจุดสูงสุดในปี 2020 ที่ 322 dollar แต่ว่ากว่ามันจะไปถึงจุดนั้นได้มันก็ทำให้นักเทรดผู้คนจำนวนมากถึงกับจะต้องสิ้นหวังไปเลยทีเดียว

เมื่อในตอนสัปดาห์ก่อนหน้าที่ผ่านมาราคาของเหรียญดังกล่าวได้พุ่งขึ้นมาจากจุดต่ำสุดที่ 234.85 ไปแตะจุดสูงสุดที่ 323.02 ดอลลาร์ซึ่งคิดเป็นราวๆ 37.5 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ETH

โดยนักวิเคราะห์ได้ชี้ให้เห็นถึงตัวแปรประมาณ 2-3 ตัวที่เป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของราคาเหรียญดังกล่าวได้โดยหนึ่งในนั้นก็คือการเติบโตของตลาดเหรียญ ChainLink ในขณะนี้และรวมถึงการเติบโตของตลาด decentralized finance (DeFi) และการมาของตัว update Ethereum 2.0 อีกด้วย

ในตอนช่วงเดือนพฤษภาคม 2020ที่ผ่านมามูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อคเอาไว้บน DeFi protocol ได้พุงขึ้นประมาณเกือบ 4 เท่าโดยตัวเลขนั้นพุ่งไปแตะ 3.75 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว โดยเราได้เห็นตัวโปรโตคอลที่ยอดนิยมอย่างเช่น Compound, Maker, Aave และ Synthetic มีเม็ดเงินหลั่งไหลเข้ามาในตัวโปรโตคอลดังกล่าวอย่างมาก โดยหัวหน้าฝ่ายในบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์เว็บเทรดคริปโต TradeBlock นาย John Todaro ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าการเติบโตของ DeFi ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบด้านบวกต่อราคาของเหรียญ Ethereum

จากเว็บกระดานซื้อขาย Derebit ที่โฟกัสไปในด้านให้เทรดตลาดฟิวเจอร์ของ Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี่ก็เผยให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มให้ความสนใจในตลาด option ของ Ethereum เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยพวกเขากล่าวว่าวอลุ่มการซื้อขายผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน option ดังกล่าวได้พุ่งแตะจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์

ซึ่งอย่างไรก็ตามนักเทรดนั้นก็ไม่ควรที่จะประมาทและคาดการณ์ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาเหรียญ ETH ล่าสุดนั้นอาจจะเป็นในช่วงระยะยาวเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในตลาดคริปโตดังนั้นเราจึงควรที่จะต้องรอดูกันต่อไป…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลต่อตลาด Bitcoin สภาพคล่องตลาดทั่วโลกทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 88.1 ล้านล้านดอลลาร์

ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา

ในสัปดาห์นี้สภาพคล่องของตลาดทั่วทั้งโลกได้พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 88.1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีต้นเหตุมาจาก ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา และก็เมื่อเร็วๆนี้ตัวแปรตัวหนึ่งได้วัดความเชื่อมโยงระหว่างตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และก็ตลาด Bitcoin ได้ชี้ว่าทั้งสองตลาดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างมากเพราะฉะนั้นนักวิเคราะห์ก็เลยมั่นใจว่าสิ่งนี้บางทีอาจมีผลดีต่อตลาด Bitcoin

นาย Holger Zschaepitz นักวิเคราะห์ตลาดจาก Welt ได้เขียนแสดงความเห็นว่า

“สภาพคล่องของโลกที่ถือเป็นตัวผลักดันการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นได้พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่แล้วในสัปดาห์นี้ที่ 88.1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมาสาเหตุมาจากการพิมพ์เงินของธนาคารกลาง และการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ลงเรื่อยๆ”

เมื่อสามเดือนที่ผ่านมาเราได้มองเห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างตลาดหุ้นและก็ตลาด Bitcoin ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างมาก โดยข้อมูลจาก Skew ด้านล่างเปิดเผยให้เห็นถึงดัชนีความเชื่อมโยงกันระหว่างตลาด S&P 500 และก็ BTC ตั้งแต่ช่วงมี.ค.2020ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา

สภาพคล่องในตลาดหุ้นจะมีผลต่อตลาด Bitcoin ได้อย่างไร
ราคาในตลาดหุ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาได้พุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าความกังวลสำหรับในการระบาดของไวรัสโคโรน่ารอบสองจะมีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่ามันมีสองปัจจัยที่เป็นตัวช่วยทำให้ปรับราคาตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นอย่างหนัก นั้นก็คือสภาพคล่อง และก็เงินอัดฉีด

“นี่ถือเป็นการมาของสภาพคล่องที่ยิ่งใหญ่มากๆและส่งผลทำให้ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ไม่มีอะไรในประวัติศาสตร์ด้านการเงินที่สามารถเทียบเท่าได้เลย นี่มันไม่ได้เกี่ยวกับความหวังเรื่องวัคซีน ไม่ได้เกี่ยวกับการที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และมันไม่ได้เกี่ยวกับการหดตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังจะสิ้นสุดในเร็วๆนี้อีกด้วย”

นอกจากนั้นนักวิเคราะห์ด้านคริปโตชื่อดังก้องโลก PlanB ได้ออกมากล่าวว่า

“Bitcoin นั้นเริ่มหายากมากขึ้น (วัดค่าโดย S2F) และผู้คนให้ค่ามันเยอะพอๆกับทองคำและเงิน (ในรูปแบบดอลลาร์) นอกจากนี้ Bitcoin นั้นยังมีความเกี่ยวข้องกับตลาด S&P500 S&P 2x =BTC 416x (ในรูปแบบดอลลาร์) ทั้งสองอย่างนี้เป็นจริงได้! การทำ QE ทำให้ราคาหุ้นขึ้น (กระแสเงินสด) และ BTC (ความหายาก) ภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นราคา Bitcoi จะอยู่ที่ $288k ส่วนราคา S&P จะอยู่ที่ $4,300”

การเพ่มขึ้นของสภาพคล่องในตลาดโลกนั้นทำให้เงื่อนไขของตลาดนั้นมีการถูกผ่อนผันเพิ่มมากขึ้น แล้วก็รวมทั้งการแห่กันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอีกด้วย เมื่อทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงราคาเริ่มขึ้น มันก็จะส่งผลทำให้ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นและก็ตามด้วย ซึ่งเราก็จะต้องรอดูกันต่อไป…

เพราะเหตุใด ธนาคารเปิดให้รับฝากเก็บ bitcoin และเหรียญ cryptocurrency อื่น ๆ

แวดวงคริปโต

การประกาศอนุมัติให้ธนาคารในประเทศสหรัฐสามารถเปิดรับฝาก bitcoin รวมทั้งเหรียญ cryptocurrency อื่นๆได้นั้นดูอย่างกับว่าจะก่อให้ผู้คนใน แวดวงคริปโต จะต้องออกมาแสดงความคิดเห็นกันอีกรอบในปีนี้

อย่างไรก็ดีผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตได้ออกมาชี้ว่าการออกมาประกาศดังกล่าวนั้นถือเป็นความเห็นแก่ตัวในแวดวงธนาคารเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาไม่เพียงแต่เอารัดเอาเปรียบประชาชนในด้านการทำตนเป็นผู้เก็บเงินไม่พอ แต่ว่ายังโจมตีจะเก็บเหรียญคริปโตของคนเราที่ทุกๆคนสามารถที่จะเก็บได้เองโดยไม่ต้องพึ่งใครอยู่แล้ว

นาย Max Keiser ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงคลิปโตได้ออกมาแสดงความเห็นว่าสาเหตุที่ธนาคารจะต้องออกมาทำอย่างนี้ก็เป็นเนื่องจากว่าพวกเขากำลังกลัวที่จะถูก disrupt โดย cryptocurrency แล้วก็กลัวที่จะตกรถเนื่องจากปัจจุบันนี้มีนักลงทุนสถาบันจำนวนมากพี่จะเริ่มแห่ซื้อ bitcoin กันอย่างคับคั่ง แล้วก็อาจส่งผลให้ธนาคารนั้นไม่มีเหรียญคริปโตพอเพียงที่จะเข้ามาควบคุมตลาดได้ โดยเขากล่าวว่า

 แวดวงคริปโต

“ที่ธนาคารออกมาเริ่มเก็บบิทคอยน์นั้นแปลว่าพวกเขากำลังตื่นกลัว พวกเขาต้องการที่จะหันหลังให้กับ bitcoin คำกล่าวการล่มสลายของเงินสด และในตอนนี้ประเทศอย่างเช่นอิหร่านก็กำลังแห่ขุดเหรียญคริปโตอยู่ ซึ่งทฤษฎีเกม Bitcoin นั้นได้กลับมาอีกครั้งแล้ว และมันก็จะทำลายล้างพวกที่ชอบต่อต้านอย่างเช่นธนาคาร”

นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญในวงการก็ได้ออกมาแสดงความเห็นในลักษณะที่ค่อนข้างจะใกล้เคียงกันโดยชี้ว่าถ้าหากเงินดอลลาร์นั้นกำลังอยู่ในสถานะที่ดี ธนาคารก็น่าจะไม่หันมายุ่งกับ cryptocurrency เมื่อปีที่แล้วบริษัท Wells Fargo ได้ออกมากล่าวว่าลูกค้าของพวกเขานั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้บัตรเครดิตสำหรับในการซื้อเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ โดยอ้างเหตุผลว่าลูกค้าของพวกเขานั้นควรต้อง “ได้รับการปกป้องจากตัวเอง”

และก็เมื่อตอนช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานิตยสารด้านการเงินระดับโลก Forbes ได้ออกมาเรียก Fed หรือธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นราวกับโรงงานอะไรบางอย่าง ชีวาปัจจุบันนี้รัฐบาลสหรัฐนั้นมียอดการขาดดุลต่อเดือนที่ราวๆ 8.6 แสนล้านดอลลาร์แล้วก็มีหนี้สาธารณะรวมกันอยู่ที่ราวๆ 23.7 ล้านล้านดอลลาร์ และก็นี่ดังกล่าวนั้นก็ได้ถูกยับยั้งไปจนกระทั่งก.ค. 2564…

Bitcoin ราคาพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบเดือน ก.ค. อย่างต่อเนื่องหลังซบเซามาหลายเดือน

เหรียญคริปโต

ราคาของ เหรียญคริปโต ลำดับต้นๆของโลกที่ซบเซามาเป็นเวลายาวนานหลายเดือนอย่าง Bitcoin นั้นดูราวกับว่าจะมากขึ้นอย่างรุนแรงในตอนวันสองวันที่ผ่านมา โดยล่าสุดนั้นดูราวกับว่ามันได้ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบเดือน ก.ค.2020 นี้ ไปแล้ว

กราฟจาก TradingView บน Bitstamp เปิดเผยให้มองเห็นถึงการเพิ่มขึ้นของราคา Bitcoin ในตอนเที่ยงคืนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โดยมันได้พุ่งไปแตะ 9,690 ดอลลาร์ ก่อนจะมีการปรับฐานลงมานิดหน่อย

การเพิ่มขึ้นของราคานั้นดูท่าจะเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงวันที่ 21 ก.ค.2020ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โดยในช่วงเวลานั้นราคาได้พุ่งจากระดับ 9,200 ดอลลาร์ไปแตะ 9,440 ดอลลาร์ ก่อนจะมีการหยุดพักตัวลง แล้วก็ค่อยๆไต่ระดับเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาราคาของ Bitcoin นั้นได้ไซด์เวย์อยู่ในระดับ 9,300-9,000 ดอลลาร์มาตรงเวลานับเป็นเวลาหลายวัน จนถึงมีผลทำให้เม็ดเงินนั้นหลั่งไหลออกมาจากตลาด Bitcoin ไปตลาดอื่นๆมากมาย ท่ามกลางความแหนงหน่ายของนักลงทุน

ล่าสุดนั้นราคาได้กำลังเริ่มจะมีการทะยานขึ้นมาแล้ว แต่ว่าถึงแม้ว่ามันยังน้อยอยู่ แม้กระนั้นก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

เมื่อวานนี้ นักสร้างโมเดลวิธีการทำนายราคา Bitcoin ชื่อดังอย่าง PlanB ได้ออกมาฟันธงว่าราคาของ BTC นั้นมีโอกาสที่จะพุ่งแตะ 25,000 ดอลลาร์อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเขานั้นได้ทำการวิเคราะห์ด้วยโมเดล stock-to-flow ของเขา พร้อมกล่าวว่า

“S&P 500 และ Bitcoin มีความสัมพันธ์ที่ถูกร่วมเข้าด้วยกัน ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา S&P กำลังแสดงให้เห็นถึงราคา BTC ที่ระดับ $ 25,000 ในอนาคตข้างหน้า”

และหลักๆนั้นนักวิเคราะห์ Plan B ได้ทำให้เห็นว่า Bitcoin ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการจัดการในหลายๆอย่างของธนาคารกลางสหรัฐ แล้วก็สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ ‘มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE ; Quantitative Easing)’ เขากล่าวต่อไปว่า การกระทำของ Fed กำลังให้การส่งเสริมสกุลเงินคริปโตเบอร์หนึ่งของโลกด้วย

ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจากระดับราคาดังกล่าวนั้นจะมีผลให้มันสามารถพุ่งไปแตะ 25,000 ดอลลาร์จากที่เขาคาดการณ์ไว้ได้หรือเปล่า แต่ว่าที่แน่ๆในตอนนี้ตลาดนั้นอาจส่งผลให้นักลงทุนที่เบื่อหลายคนต้องรู้สึกดีขึ้นไม่มากก็น้อย…

สหรัฐ อนุญาตให้ธนาคารรับฝาก Bitcoin ได้

คริปโตเคอร์เรนซี

หน่วยงานราชการ The Office of the Comptroller of the Currency (OCC) ของสหรัฐได้อนุญาตให้ธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถให้บริการรับฝาก คริปโตเคอร์เรนซี ได้

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2020 ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาหน่วยงาน OCC กล่าวว่าธนาคารในประเทศสามารถที่จะถือ Private Key สำหรับวอลเล็ทคริปโตเคอร์เรนซี เป็นการปูทางให้ธนาคารสามารถรับฝากทรัพย์สินดิจิทัลของลูกค้าได้

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาการรับฝากสินทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซีจะทำเป็นเฉพาะบริษัทตัวอย่างเช่น Coinbase ที่โดยทั่วไปแล้วจำเป็นต้องขอใบอนุญาตจากรัฐ อาทิเช่น การขอใบอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในวงกว้าง

ธนาคารอาจสามารถให้บริการรับฝากสินทรัพย์ซึ่งมีความปลอดภัยมากยิ่งกว่าบริษัทเอกชน อีกทั้งผู้บริโภคบางทีอาจจะอยากได้รับบริการที่มีการควบคุมดูแลดูแลมากยิ่งกว่าเพื่อพวกเขาแน่ใจว่า Private Key ของพวกเขาจะไม่หาย

“หน่วยงาน OCC เข้าใจว่าตลาดการเงินในปัจจุบันเริ่มมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น และลูกค้าก็ต้องการบริการที่ตอบโจทย์ในบริบทที่เปลี่ยนไป”

ในขณะนี้ OCC กำลังหารือกับนาย Brian Brooks อดีตผู้บริหารของ Coinbase ผู้เข้าร่วมมือกับรัฐเมื่อต้นปีนี้ เขาได้รับหน้าที่เป็นผู้กำกับบัญชีตั้งแต่ต้นฤดูร้อนและได้เสนอการปฏิรูปหลายคราวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทคริปโตรวมถึงกฎบัตรการชำระเงินระดับประเทศซึ่งจะทำให้บริษัทคริปโตรับรู้แนวทางต่อไป

สรุปได้ว่าธนาคารในประเทศสามารถให้บริการทางการเงินแก่ธุรกิจใดๆก็ตามที่ไม่ผิดกฎหมายซึ่งรวมทั้งธุรกิจด้านคริปโตตราบใดที่ธนาคารสามารถจัดแจงความเสี่ยงและก็มีการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายธนาคาร JPMorgan Chase ก็เป็นธนาคารที่ให้บริการธุรกิจคริปโต…

รัฐบาลคาซัคสถาน ใช้เหรียญ Cryptocurrency ช่วยป้องกันการคอรัปชั่น

ประเทศคาซัคสถาน

ประธานของหน่วยงานต้านการคอรัปชันใน ประเทศคาซัคสถาน ได้มีการเรียกร้องให้ทางรัฐบาลสร้างเหรียญคริปโตแห่งชาติขึ้นมาเพื่อต่อต้านการคอรัปชั่นภายในประเทศ

นาย Alik Shpekbayev ประธานของหน่วยงานการต่อต้านการคอรัปชันในสาธารณรัฐคาซัคสถานได้เปิดเผยว่าสกุเงินดิจิทัลแห่งชาติอาทิเช่นเงินหยวนของประเทศจีนควรที่จะมีความโปร่งใสต่อระบบของการเงินที่มากกว่านี้ อ้างอิงจากสื่อท้องถิ่น Kazinform เมื่อวานนี้

โดยอ้างอิงจากทางหน่วยงานดังกล่าวนั้น การสร้างเหรียญคริปโตของประเทศเองจะซึ่งก็คือการลดการใช้เงินสดลง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกเอามาทำกิจกรรมที่ไม่ถูกกฎหมายตัวอย่างเช่นการติดสินบนเจ้าหน้าที่ โดยเขามั่นใจว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นจะสามารถช่วยลดการคอรัปชันในกลุ่มบุคลากรของรัฐบาลได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมสร้าง “ความโปร่งใสแบบเต็มกำลังสำหรับในการย้ายที่งบประมาณ” กล่าวโดยนาย Shpekbayev

นอกจากนั้นนาย Shpekbayev ยังได้อ้างอิงถึงสกุลเหรียญหยวนดิจิทัลของจีน พร้อมชี้ว่าประเทศคาซัคสถานนั้นกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะล้าหลังในด้านดังกล่าวอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีกล่าวว่ารัฐบาลของคาซัคสถานได้ออกมาเปิดเผยแผนการสำหรับในการสร้างสกุลเงินดิจิทัลของประเทศเมื่อตอนต้นก.ค.2020ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โดยพวกเขาได้วางแผนเพื่อเพิ่มการลงทุนขุดเหรียญดิจิทัลภายในช่วงสิ้นปี 2020 นี้ และก็รวมทั้งการผลักดันการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางอีกด้วย

ประเทศคาซัคสถานนั้นแยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตนานแล้ว แล้วก็ยังได้มีความสนใจในด้านสกุลเงินคริปโตมานับเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยพวกเขาได้ทำการจัดตั้งศูนย์การขุดเหรียญคริปโตของประเทศ เพราะเหตุว่ามีค่าไฟที่ค่อนข้างจะถูกมาก โดยรายงานจากสื่อท้องถิ่นเปิดเผยว่าทางรัฐบาลต้องการดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในตลาดการขุดเหรียญคริปโต และก็คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามามากถึง 740 ล้านดอลลาร์ในตอนอีกสามปี

ยิ่งไปกว่านี้แล้วพวกเขายังได้มีการผลักดันให้มีการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับเหรียญคริปโตอีกด้วย โดยก่อนหน้าที่ผ่านมาประธานาธิบดี Kassym-Jomart Tokayev ได้ออกมาเซ็นอนุมัติร่างการออกกฎหมายมากำกับเหรียญ cryptocurrency อีกด้วย…

Satoshi แสดงให้เห็นว่า Bitcoin มีมูลค่ากว่า 10.9 พันล้านดอลลาร์

สังคม

จากรายงานเปิดเผยว่า Satoshi บางทีอาจขุด Bitcoin ไปมูลค่ากว่า 10.9 พันล้านดอลลาร์แต่ว่า สังคม ก็ยังคงสงสัยว่า Bitcoin เหล่านี้เคยถูกใช้ไปบ้างหรือเปล่า

ทวิตเตอร์ Whale Alert เปิดเผยว่านักขุดในนาม Patoshi ขุดเหรียญ BTC ไปกว่า 1,125,150 BTC ในตอนที่ Bitcoin เริ่มเกิดมาแรกๆ

ในอุตสาหกรรมคริปโตคาดว่า Patoshi นั้นเป็นผู้สร้าง Bitcoin ที่รู้จักกันในนามว่า Satoshi ซึ่งในช่วงแรกๆบล็อก Bitcoin นั้นถูกขุดโดย Patoshi รวมถึงวิธีการทำธุรกรรม BTC แรกๆภายใต้ชื่อ Hall Finney ที่คาดว่าเป็นอีกทั้งนักพัฒนารวมทั้งผู้ที่ผลักดัน Bitcoin ตั้งแต่ทีแรก

Whale Alert ได้เผยแพร่แพทเทิร์นการเข้ารหัสคริปโตด้วย แพทเทิร์น Patoshi ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าซอฟต์แวร์ การขุด Bitcoin ที่ใช้ซอฟต์แวร์มาตรฐานเป็นไลน์ที่ราวกับ Patoshi

Whale Alert พบว่านักขุด Patoshi ปรับความเร็วสำหรับในการขุดระหว่างบล็อกให้ความเร็วการขุดอยู่ที่ราวๆ 0.6 บล็อกต่อเวลาการขุด 10 นาที

โค้ดบางอย่างเก็บเอาไว้ภายในบล็อกขุดแต่ละบล็อกของ Bitcoin ซึ่ง Whale Alert สรุปว่าการขุดนี้คงจะใช้เครื่องขุด Bitcoin ราวๆ 48 เครื่อง

อ้างอิงจากข้อมูล Whale Alert เปิดเผยว่าการปรับลดความเร็วสำหรับในการขุดต่อบล็อกมาใกล้ๆที่ 10 นาทีบางทีอาจเป็นไปเพื่อป้องกันการถูกโจมตี 51 เปอร์เซ็นต์

Satoshi คงจะอัตราค่าขุดไว้ที่ราวๆ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดูราวกับว่าเขากำลังปกป้องเครือข่าย Bitcoin จากการถูกโจมตี

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า Satoshi หยุดขุดบล็อกที่ 54,316 เมื่อเขามั่นอกมั่นใจแล้วว่าเครือข่ายมีความ Decentralized เพียงพอ แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ยังมีรายงายเปิดเผยว่ามีการขุดบล็อกต่อมาถึงเดือน พ.ค. 2010 หรือบล็อกที่ 112,500 แต่ว่าไม่แน่ใจว่าผู้ขุดใช่ Patoshi หรือเปล่า

ดูอย่างกับว่าจนกระทั่งขณะนี้ Satoshi ก็ยังไม่เคยทำธุรกรรมอะไรก็ตามเกี่ยวกับเหรียญของตนเองคาดว่าบางครั้งอาจจะกังวลว่าการทำธุรกรรมของเขาบางทีอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเครือข่าย Bitcoin รายงาน Whale Alert เปิดเผยว่าเขาสนใจแค่การปกป้องเครือข่ายจากการโจมตีรวมทั้งผลักดันให้มันเติบโตเท่านั้น…